thaiteachers.tv
 
 
 
 
  การพัฒนาทักษะการอ่าน การคิด การเขียน ของนักเรียนโดยใช้เครือข่ายการมีส่วนร่วม โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านหัวทาง) ปีการศึกษา 2559-2560
ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่าน การคิด การเขียน ของนักเรียนโดยใช้เครือข่าย
การมีส่วนร่วม โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านหัวทาง) ปีการศึกษา 2559-2560
ผู้รายงาน นางโสภาวรรณ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านหัวทาง)
สังกัด เทศบาลเมืองสตูล จังหวัดสตูล
ปีที่รายงาน ปีการศึกษา 2559-2560
.......................................................................................................................................................

บทคัดย่อ

การวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน การคิด การเขียน ของนักเรียนโดยใช้เครือข่ายการมี ส่วนร่วม โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านหัวทาง) ปีการศึกษา 2559-2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพการพัฒนาทักษะการอ่าน การคิด การเขียน ของนักเรียน โดยใช้เครือข่ายการมีส่วนร่วม โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านหัวทาง) ปีการศึกษา 2559-2560 2) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในการพัฒนาทักษะการอ่าน การคิด และการเขียนของนักเรียน 3) เพื่อศึกษาทักษะ การอ่าน การคิด การเขียนของนักเรียนหลังการพัฒนา 4) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ระดับสถานศึกษา และสมรรถนะสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2559-2560 5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและเครือข่ายชุมชน ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการอ่าน การคิด การเขียน ของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านหัวทาง) หลังการพัฒนา โดยประยุกต์ใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการวงจร PAOR เป็นกระบวน การพัฒนา 4 ขั้นตอนประกอบด้วย ขั้นวางแผน (Planning) ขั้นปฏิบัติ (Action) ขั้นการสังเกต (Observation) และขั้นสะท้อนผล (Reflection) ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาต่อเนื่อง 2 ปีการศึกษา ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2559-2560 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ประชากรครู ปีการศึกษา 2559 จำนวน 13 คน ปีการศึกษา 2560 จำนวน 12 คน กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 186 คน ปีการศึกษา 2560 จำนวน 192 คน กลุ่มตัวอย่างผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2559 จำนวน 186 คน ปีการศึกษา 2560 จำนวน 192 คน กลุ่มตัวอย่างคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2559 และปีการศึกษา 2560 จำนวน 13 คน และ กลุ่มตัวอย่างเครือข่ายชุมชน ปีการศึกษา 2559 และปีการศึกษา 2560 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล รวมทั้งสิ้น 6 ฉบับ มี 2 ลักษณะ ได้แก่ แบบสอบถามที่มีลักษณะเป็นมาตรส่วนประมาณค่า 5 ฉบับ (Ratting Scale) จำนวน 3 ฉบับ มีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือทุกฉบับได้ค่าความเชื่อมั่น อยู่ระหว่าง .80-.99 และแบบบันทึกข้อมูลตามสภาพจริง จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ แบบบันทึกผลสัมฤทธิ์ระดับสถานศึกษาตามสภาพจริง แบบบันทึกผลการประเมินสมรรถนะสำคัญของนักเรียนชั้น ป.3 และ ป.6 และแบบบันทึกผลการคัดกรองความสามารถด้านการอ่าน การคิด การเขียน ของนักเรียน จำแนกตามระดับคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS Version 23 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

สรุปผลการวิจัย
จากการดำเนินการตามกระบวนการวิจัย สามารถสรุปผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ได้ดังนี้
1. แสดงการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาทักษะ การอ่าน การคิด การเขียน ตามความคิดเห็นของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง โดยรวม ปีการศึกษา 2559 และปีการศึกษา 2560 พบว่า
ปีการศึกษา 2559 โดยรวม ทุกกลุ่มที่ประเมินมีความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก และ เมื่อพิจารณาแต่ละกลุ่มที่ประเมิน พบว่า กลุ่มนักเรียน และผู้ปกครอง มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =3.64, S.D. = 72,.75) ส่วนกลุ่มครู มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (๏ญ= 3.50,๏ณ = .73)
ปีการศึกษา 2560 โดยรวม ทุกกลุ่มที่ประเมินมีความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาแต่ละกลุ่มที่ประเมิน พบว่า กลุ่มครู มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (๏ญ= 4.23,๏ณ = .40) มีค่าพัฒนา =+.71 รองลงมาคือ กลุ่มผู้ปกครอง มีความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก ( =4.06, S.D. = 60) มีค่าพัฒนา =+.42 ส่วนกลุ่มนักเรียน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( =3.98, S.D. = 61) มีค่าพัฒนา =+.25 สอดคล้องตามสมมติฐาน
2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน การคิด การเขียนของนักเรียน ตามความคิดเห็นของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ปีการศึกษา 2559 และปีการศึกษา 2560 พบว่า
ปีการศึกษา 2559 โดยภาพรวมทุกกลุ่มที่ประเมินมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มที่ประเมิน พบว่า กลุ่มผู้ปกครอง มีความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =3.58, S.D. = .75) รองลงมา คือ กลุ่มนักเรียน อยู่ในระดับมาก ( =3.53, S.D. = .68) ส่วนกลุ่มครู อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (๏ญ =3.47, ๏ณ= .68)
ปีการศึกษา 2560 โดยภาพรวมทุกกลุ่มที่ประเมินมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มที่ประเมิน พบว่า กลุ่มครู มีความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (๏ญ =4.45, ๏ณ= .45) มีค่าพัฒนา +.98 ส่วนกลุ่มนักเรียน และกลุ่มครู มีความคิดเห็น อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( =3.98, S.D. = .60,.61) มีค่าพัฒนา =+.45 และ+.40 ตามลำดับ สอดคล้องตามสมมติฐาน
3. ผลการคัดกรองความสามารถด้านทักษะการอ่าน การคิด และการเขียนของนักเรียนตามมาตรฐานและตัวชี้วัดรายชั้น ตามที่หลักสูตรสถานศึกษากำหนด โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านหัวทาง) ก่อนการพัฒนา ปีการศึกษา 2558 นักเรียน ป.1 - ป.6 ได้ระดับดี จำนวน 91 คน คิดเป็นร้อยละ 33.37 ได้ระดับปานกลาง จำนวน 129 คน คิดเป็นร้อยละ 47.78 และได้ระดับปรับปรุง จำนวน 50 คน คิดเป็นร้อยละ 18.52 ปีการศึกษา 2559 นักเรียน ป.1 - ป.6 ได้ระดับดี จำนวน 121 คน คิดเป็นร้อยละ 43.06 นักเรียนมีการพัฒนาระดับดีเพิ่มขึ้นจำนวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 10.68 ได้ระดับปานกลาง จำนวน 118 คน คิดเป็นร้อยละ 41.99 นักเรียนมีการพัฒนาระดับปานกลางเพิ่มขึ้นจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 3.91 และได้ระดับปรับปรุง จำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 14.95 นักเรียนได้ระดับปรับปรุงมีจำนวนลดลงจำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 2.84 และปีการศึกษา 2560 นักเรียน ป.1-ป.6 ได้ระดับดี จำนวน 130 คน คิดเป็นร้อยละ 45.30 นักเรียนมีการพัฒนาระดับดีเพิ่มขึ้นจำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 3.13 ได้ระดับปานกลาง จำนวน 126 คน คิดเป็นร้อยละ 43.90 นักเรียนมีการพัฒนาระดับปานกลางเพิ่มขึ้น จำนวน 8 คน ร้อยละ 2.78 และได้ระดับปรับปรุง จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 10.80 นักเรียนได้ระดับปรับปรุง มีจำนวนลดลงจำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 3.83 แสดงว่ามีการพัฒนาทักษะการอ่าน การคิด และการเขียนดีขึ้นตลอด 2 ปีการศึกษาที่ดำเนินการพัฒนา สอดคล้องตามสมมติฐาน
4. แสดงผลการประเมินคุณภาพของนักเรียนจำแนกเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับสถานศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านหัวทาง) และผลการประเมินสมรรถนะสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านหัวทาง) ปีการศึกษา 2559-2560 พบว่า
4.1 ปีการศึกษา 2559 โดยรวม ผลสัมฤทธิ์ระดับสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 75.38 ปีการศึกษา 2560 โดยรวม ผลสัมฤทธิ์ระดับสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 77.79 แสดงให้เห็นว่า ปีการศึกษา 2560 มีค่าเฉลี่ยร้อยละสูงกว่า ปีการศึกษา 2559 สอดคล้องตามสมมติฐาน
4.2 ปีการศึกษา 2559 ผลการประเมินสมรรถนะสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 70.45 ปีการศึกษา 2560 อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 80.43 ปีการศึกษา 2559 ผลการประเมินสมรรถนะสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับดีขึ้น ร้อยละ 78.60 ปีการศึกษา 2560 อยู่ในระดับดีขึ้นไป ร้อยละ 82.85 แสดงให้เห็นว่า ปีการศึกษา 2560 ผลการประเมินสมรรถนะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับดีขึ้นไปสูงกว่าปีการศึกษา 2559 สอดคล้องตามสมมติฐาน
5. แสดงการเปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียน ครู ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และเครือข่ายชุมชนที่มีต่อการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาทักษะ การอ่าน การคิด การเขียน ปีการศึกษา 2559
ปีการศึกษา 2559 โดยภาพรวมผู้ทุกกลุ่มที่ประเมิน มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มผู้ประเมิน พบว่า กลุ่มเครือข่ายชุมชน มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =3.72, S.D. = .56) รองลงมา ได้แก่ กลุ่มนักเรียน และกลุ่มคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ในระดับมาก ( =3.63, S.D. = .69,.68) ส่วนกลุ่มครู มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (๏ญ =3.11, ๏ณ = .20)
ปีการศึกษา 2560 โดยภาพรวมผู้ทุกกลุ่มที่ประเมิน มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก มีค่าพัฒนา =+.43 เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มผู้ประเมิน พบว่า กลุ่มครู มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =4.48, S.D. = .35) มีค่าพัฒนา =1.70 รองลงมา ได้แก่ กลุ่มคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อยู่ในระดับมาก ( =4.22, S.D. = .38) มีค่าพัฒนา =+.59 ส่วนกลุ่มผู้ปกครอง มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด ( =4.00, S.D. = .60) มีค่าพัฒนา =+.41 สอดคล้องตามสมมติฐาน

ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะการนำผลวิจัยไปประยุกต์ใช้
1. โรงเรียนควรแก้ปัญหาและพัฒนาทักษะการอ่าน การคิดและการเขียนจำแนกตามกลุ่มคุณภาพที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของนักเรียนตามผลการคัดกรอง
2. การจัดกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่าน การคิดและการเขียนจะประสบผลสำเร็จผู้บริหารโรงเรียนต้องให้ความสำคัญในทุกๆ ด้านและที่สำคัญต้องมีการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการวิจัยและพัฒนารูปแบบการพัฒนาทักษะการอ่าน การคิดและการเขียน ของนักเรียนระดับประถมศึกษาทุกสังกัด
2. ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพัฒนาทักษะการอ่าน การคิดและการเขียนของนักเรียนระดับประถมศึกษาต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในมิติ O-NET และ PISA
โดย ฮะหมดา ปะดุลัง (2018-07-11 11:41:38)
 

* กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น *
.
โครงการโทรทัศน์ครู บริหารโครงการโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สงวนลิขสิทธิ์ © 2553 - 2555
ดำเนินงานโดย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 169 ถนนลงหาดบางแสน ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 20131 โทร 038-102-700 ต่อ 616, 617
เสนอแนะโครงการโทรทัศน์ครู: ตู้ ปณ. 3 มหาวิทยาลัยบูรพา อ.เมือง จ.ชลบุรี 20131 E-Mail : info@thaiteachers.tv