
เมื่อต้องหยุดแล้วย้อนกลับ
วันที่ 10 พฤษภาคม 2555
โดย
ครูบูช
สวัสดีครับเพื่อนครู ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนตลอดเลยนะครับ
ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ ใกล้เปิดภาคเรียนกันอีกแล้ว คงยุ่งกับการวางกำหนด เตรียมสาระ
วางแผนการสอนกันอยู่เลยใช่หรือเปล่าครับ
ผมก็กำลังเตรียมตัวอยู่เหมือนกันแต่คราวนี้เป็นที่ทำงานใหม่ครับ เอ จะว่าใหม่ก็ไม่ใหม่นะครับ
เพราะผมเคยทำอยู่ที่นี่มาเกือบ 10 ปีแล้วครับ 2
ปีที่ผ่านมาก็ไปหาประสบการณ์กับโรงเรียนสังกัดท้องถิ่นมาครับ ได้เยอะมาก
ทั้งความรู้และประสบการณ์ที่ดี และไม่ดี
(เป็นประสบการณ์ที่ได้รับนะครับไม่ได้มีเจตนาจะว่าใครครับ)
เรื่องประสบการณ์บางท่านอาจบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจดจำสำหรับประสบการณ์แย่ๆ แต่ทางกลับกัน
ผมคิดว่าประสบการณ์แย่ๆนี่แหละครับที่ทำให้ผมใช้สมองมากขึ้น คิดมากขึ้น
รู้จักการลด ละ เลิก ปล่อยวาง หยุด และกลับ
การที่ได้ไปเจอสิ่งใดนั้นถือเป็นกำไรชีวิต อยู่ที่ว่ากำไรที่ได้มามีค่าที่ใช้ประโยชน์ได้เลย
หรือต้องนำมาขัดเงา แล้วรอวันใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม การตัดสินใจเมื่อ 2
ปีที่ผ่านมาทำให้ชีวิตชีวาขาดหายไปเกือบหมด ต้องมาแบกรับเอาความสดใหม่ทุกอย่าง
ถึงตั้งใจที่จะสู้ จะพยายามก็ไม่เป็นผล ทุกครั้งที่ลงมือสู้ก็มักจะมีสิ่งขัดขวางมากบ้างน้อยบ้างตามกำลัง
แต่สุดท้ายนั้นมันก็ผ่าน แล้วก็เริ่มใหม่อีกครั้ง จนบางทีรับไม่ได้
เพราะมากมายจนเกินเหตุ เปิดประเดินก็พาเข้าวังวนแห่งความอึดอัดซะแล้ว
แต่สิ่งเหล่านี้แหละครับที่ทำให้ผมรู้ว่า
คุณค่าของตัวเองยังมีอยู่เมื่อไปดูไปปรึกษากับผู้มีคุณ ที่เปิดประตูรับเราอยู่ตลอดเวลาผมเลยหยุดแล้วคิด
เมื่อชีวิตไปเจอทางแยก ต้องหยุดคอยแยกการตัดสินใจ
ถ้าตรงไปก็ไปต่อความคิดท้อก็มากขึ้น ความกดดันก็หนักอึ้ง
แถมท้ายด้วยการชิงดีชิงเด่นก็มโหฬาร
ถ้าเลี้ยวขวาก็ไปที่ใหม่ต้องลองตัดสินใจดูอีกครั้งว่าถ้าไปที่ใหม่แต่องค์กรเหมือนกันประสิทธิภาพก็คงเหมือนเดิมคือต้องเผชิญกับการแก่งแย่ง
มันไม่น่าชื่นชมเลยกับอาชีพครู ที่จะมุ่งสู่ความเป็นครูมืออาชีพ
ถ้าไปทางนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับตรงไป เหลือสุดท้ายคือเลี้ยวซ้าย
ซึ่งเป็นทางย้อนกับไปตั้งต้น ไปเริ่มค้นหาความเป็นครูที่มีอยู่ในหัวใจ ตอนคิดไปก็คิดมากคิดว่าแล้วที่เก่าเขาจะต้อนรับไหม
เขาจะดูถูกใหม่ แต่ความคิดก็หายไป เพราะได้กำลังใจจากหลายคน มีหนึ่งคำพูดที่ได้มา
ถ้ามันหนักนักก็กลับมาเถิด ที่นี่เปิดรับเสมอ
ที่เป็นที่เกิดของเธอเหมือนบ้านที่เมื่อเธอล้าก็กลับมา เมื่อฟังแล้วก็คิดตัดสินใจ
ย้อนทางกลับไปอย่างไม่ช้าที เพราะที่นี่คือบ้าน คือที่เกิด โรงเรียนศรีวิทยา
บางวัว บางปะกง ฉะเชิงเทรา ยิ่งวันกลับมา ไม่มีใครว่าแม้แต่น้อย
มีแต่คนยินดีต้อนรับ มีแต่คนทักว่าดีใจที่กลับมา ที่นี่คงที่สุดท้ายสำหรับอาชีพครู
เพราะไม่มีอะไรที่จะมาฉุดให้ผมไปไหนแล้ว นอกซะจากเขาเห็นว่าเราหมดความจำเป็น
ก็ว่ากันไป แต่ดีใจครับที่ได้กลับมาบ้านเกิด
บ้านเกิดในที่นี้คือการได้เริ่มชีวิตใช้คำว่าครูอยู่ที่นี่ เป็นที่แรก เมื่อเกือบ
10 ปีที่แล้ว แล้วตอนนี้ก็จะใช้คำว่าครูอยู่ที่นี่ จนกว่าชีพของครูจะหมดไป
เมื่อกลับมาหน้าที่ก็เริ่มต้นแต่กลับยังไม่คุ้นกับการที่หายไป ต้องค่อยๆ ปรับใจ ปรับตัว ปรับทัศนกลับมา
แต่ก็ดีที่ว่ามาปุ๊บ ได้อบรมปั๊บ เรื่องแรกที่ได้เข้า ก็เรื่องที่เราขาดหายไป 2 ปี
การทำงานเป็นทีม ไม่น่าเชื่อว่าจะตรงกับความต้องการ ที่ใช้ปรับสภาพจิตใจ สภาพร่างกาย
ให้คุ้นชินกับการกลับมา ทำงานเป็นทีมอย่างมีความสุข
อบรมแบบสนุกแต่ได้ทักษะทั้งชีวิต คำบอกที่วิทยากรให้ไว้จำคือ เปลี่ยนความคิด
ชีวิตก็เปลี่ยน โดยคุณสมบัติ พิกุลทอง นักจัดกิจกรรมกลุ่ม อบรมแค่ 1 วัน
ทำให้เรามั่นใจว่า พวกเขายังไม่ทิ้งเรา พวกเพื่อนยังเป็นเพื่อน
ความอบอุ่นในการทำงานยังมีอยู่แน่นอน


การอบรมเริ่มด้วย
การให้ใช้ความคิด และการทำงานเป็นกลุ่มตั้งแต่
2 คน ไม่ว่าจะความไว้ใจโดยการรับเพื่อนที่ล้มตัวลงมาด้านหลัง
การช่วยเหลือกันในการยืนขึ้นด้วยเชือก การสร้างรูปทรงต่างๆ ตามคำสั่งโดยใช้เชือก
ความสมดุลของร่างกายของเรากับของเพื่อนโดยการทำสามเหลี่ยมหัวกลับ การแสดงความกล้า
และความมั่นใจในตัวเพื่อนโดยการปล่อยตัวจากหอสูงประมาณ 2 เมตร
ลงสู่ตาข่ายที่มีเพื่อนรองรับอยู่ สิ่งต่างๆ
ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะทำงานเป็นทีม เรียนรู้ที่จะไว้ใจ
และเรียนรู้ที่จะรักคนในองค์กรของตัวเอง
การอบรมคราวนี้สนุก
อบอุ่น ได้แง่คิด และที่สำคัญมีความสุขครับ กับการที่ได้กลับมาอบรมกับเพื่อน ครอบครัว
และสถานที่ผมเรียกว่าบ้าน โรงเรียนศรีวิทยา

มองเด็กๆ ผ่านศิลปะ
วันที่ 08 มีนาคม 2555
โดย
ครูบูช
สวัสดีครับเพื่อนครู
และทีมงานโทรทัศน์ครูทุกท่าน เมื่อหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งผมก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าวันไหน
เอาเป็นว่าหลายวันก็แล้วกันนะครับ ผมมีโอกาสได้ไปสอนศิลปะให้เด็กๆ
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนหน่วยเรื่อง สีสันสดใส (ปกติแล้ว ปีนี้ผมแทบไม่ได้สอนอะไรเลย
เพราะทำงานบริหารซะส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของหลักสูตรระดับประถมศึกษา
ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เป็นแบบบูรณาการทั้งหมด โดยผมจัดเป็นกลุ่มการเรียนรู้
เอาเป็นว่า ถ้าคลอดออกมาเมื่อไหร่
จะมาเล่าให้ฟังถึงความยากลำบากในการรวมแต่ละตัวบ่งชี้ แต่ละแกนกลาง
ว่ามันและสนุกขนาดไหน พูดง่ายๆ เอาซะผมหายไปจากวงการ BLOGGER สักพักเลยทีเดียว
เอาเป็นว่า เราเรื่องสอนศิลปะก่อนดีกว่านะครับ เพราะมันผ่อนคลายดีครับ
เมื่อปีที่ผ่านมา ผมมีหน้าที่ในการสอนศิลปะเด็กอนุบาล 1 แต่มาปีนี้
งานส่วนใหญ่ของผม จะเป็นงานพัฒนาหลักสูตร ประเมินผล งานมาตรฐานสถานศึกษา
แล้วก็บริหารงานทั่วไปซะส่วนใหญ่
ประจวบเหมาะกับที่ต้องดำเนินการงานระดับประถมศึกษาในปีการศึกษาหน้าอีกด้วย
ก็เลยไม่ได้จัดให้สอนศิลปะไปโดยอัตโนมัติ แต่ยังสอนเป็นอยู่นะครับ (ก็คนจบศิลปะ
มันอยู่ในสายเลือดดำอยู่แล้ว) เล่าเลยแล้วกันนะครับ เปิดหัวมานานแล้ว
พอดีเป็นช่วงที่คุณครู ชั้นอนุบาล 2 เขาสอนเรื่อง สีสันสดใส
เขาก็สอนตามปกติ คือให้เรียนรู้สีในธรรมชาติ สีสังเคราะห์ สีมาจากไหน
แล้วก็หัดทำสีจากธรรมชาติ แต่พอมาถึง นำสีมาทำงานศิลปะ เด็กๆ เกิดอาการเบื่อ
เพราะได้วาดภาพมาตลอดเวลาการเรียนหน่วยนี้ คุณครูก็เลยมาปรึกษา
ว่าครูบูชจะช่วยสอนได้หรือเปล่า ด้วยวิญญาณแห่งความเป็นครู ก็เลยตอบไปว่า ได้เลย
(ทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่า ต้องสอนอะไร แล้วจะสอนอะไรเด็กๆ ) เอาเป็นว่า
ทำให้ครูเขาสบายใจก่อนก็แล้วกัน ว่า ฉันช่วยเธอได้ ทั้งๆ ที่ฉันยังไม่รู้จะสอนอะไรนี่แหละ
เอาเป็นว่ากลับไปคิดก่อนครับหนึ่งคืน
ผมได้รับมอบหมายให้สอนช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้นครับ ก็เลยมีเวลาเตรียมตัวอีกครึ่งวัน
แต่จริงๆแล้ว ก็ไม่ถึงครึ่งวันหรอกครับ เพราะงานอื่นก็วางยากเหมือนกัน
ผมตัดสินใจครับว่า จะสอนสีน้ำให้เด็กๆ เพราะเด็กจะได้เรียนรู้เรื่องสีแบบใหม่ๆ
สนุกๆ (สีน้ำ มันยังยากสำหรับผู้ใหญ่บางคนเลย) แล้วเด็กๆ จะเรียนยังไงถึงจะสนุกนะ
นึกขึ้นมาได้ ว่าผมเคยสอนการเรียนรู้เรื่องสี
โดยการใช้สีน้ำมาวิ่งเข้าหากันบนกระดาษ เช้าผมเลยออกตัวไปจัดซื้อของมาเลยครับ (
งบหลวง แต่ทวงไม่ได้ครับ ) ก็งบตัวเองทั้งนั้นแหละครับ กระดาษร้อยปอนด์ราคาก็ขึ้น
โชคดีนะครับที่ โรงเรียนมีสีอยู่พอสมควร ไม่อย่างนั้นแย่แน่ครับ
เพราะสีก็แพงขึ้นด้วย

ผมก็เริ่มด้วยการให้เด็กๆ
ร่วมเล่นเกมกันก่อนครับ เพื่อเตรียมความพร้อม เป็นเกมเล็กๆ น้อยๆ ครับ เด็กๆ ก็เริ่มอยากเรียนรู้แล้วครับ
เพราะผมยิงคำถามไปว่า รู้หรือเปล่าว่า สีแม่สีผสมกันได้อะไร
ก่อนถามผมจะสอนเรื่องแม่สีก่อนครับ ว่ามีอะไรบ้าง ต่างคนต่างเดา
ว่าจะผสมกันได้สีอะไร ผมไม่บอกคำตอบครับ ให้เด็กๆ ลองทดลองเอง
โดยการให้ทำตามอย่างที่ผมสอนครับ คือ การทำกระดาษร้อยปอนด์ให้เปียกชุ่ม
แล้วหยดสีแม่สีลงไปทั้ง สามสี หลังจากนั้นก็เทกระดาษให้น้ำที่ขังอยู่ กลิ้งไปมา
สีก็จะเข้าหากัน ก็จะเกิดสีใหม่ครับ เด็กๆ ดูสนุกกันมาก ทั้งบอกว่า ดูซิ
มันเป็นสีนี้แล้ว สีนั้นแล้ว ตามที่เขาเห็นครับ



พอเด็กๆ
พอใจกับงานที่ตัวเอง เล่นไว้แล้ว ก็วางไว้จนแห้งหมาดๆ แล้วก็ไปจัดนิทรรศการ
(ไปจัดได้ด้วย) ก็ในห้องนั่นแหละครับ เอาโต๊ะ วางติดข้างห้องทั้ง สี่ด้าน
หลังจากนั้นก็เดินดูผลงานกัน ต่างคนต่างจินตนาการว่าภาพของเพื่อนเหมือนอะไร
ของตัวเหมือนอะไร แต่ก่อนจะให้เด็กๆ ไปดูงานของเพื่อน ก็ต้องมีข้อตกลงกันครับ ว่า
ห้ามแตะต้องผลงาน ห้ามดูใกล้จนเกินไป เพื่อให้คนอื่นได้ดูด้วย
ห้ามวิ่งในลานแสดงผลงาน ให้เดินดูในทิศทางเดียวกัน เด็กๆ ก็ยอมทำตามครับ
เพราะเขาอยากดูของเพื่อน อยากใช้จินตนาการที่เขามีอยู่ในวัย หก ปี
อยากอวดผลงานตัวเองกับเพื่อนๆ เอาเป็นว่า เขายอมทุกอย่างที่จะเป็นเด็กเรียบร้อยครับ
หลังจากจบการเดินชมผลงาน
ก็มานั่งสรุปกันผลที่คิดไว้ไม่เป็นอย่างที่หวังครับ ผมหวังว่าเด็กๆ จะต้องดูสีออก
ว่ามันผสมสีเป็นสีอะไร แต่เด็กๆ กลับทำในสิ่งที่ผมไม่คาดคิด คือ เด็กๆ บอกว่า
มันเป็นท้องฟ้าที่มีสารพัดสี สีนี้ผสมสีนี้ได้สีนี้ ผม คาดไม่ถึงครับ
ที่จะได้รับฟังจินตนาการที่สวยงามขนาดนี้ บางภาพเด็กๆ บอกว่า มองได้ สอง ด้าน
พอมองด้านซ้ายก็เป็นอีกรูปหนึ่ง มองด้านขวา ก็เป็นอีกรูปหนึ่ง
ยิ่งทำให้ผมโมโหมากครับ ว่าทำไม ผมถึงตีความคิดและจินตนาการของเด็กๆ ต่ำขนาดนี้
ผมนี่เป็นครูที่แย่จริงๆ เลย ชอบคิดไปเองว่า การที่เราสอนแค่ไหน เด็กๆ
ก็จะได้แค่นั้น อะไรที่เราไม่ได้สอน เด็กก็ไม่น่าจะได้
แต่ที่จริงเขาได้มากกว่านั้น ผมรับรองได้เลยครับ ว่าบางทีเขาอาจไม่พูด
เพราะเขาอาจจะกลัวครูดุก็ได้ ว่าฉันไม่ได้สอนเธอเธอเอามาจากไหน ใครสอน
รอไว้ให้ถึงเวลาก่อนถึงจะสอนอย่ามาอวดรู้กับฉัน (ตรงกับใครบ้างนะครับ)
ส่วนผมไม่แน่นอน ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นครับ แต่ผมคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าบางคน
มองจินตนาการของตัวเองออกด้วย ทั้งๆ ที่บางคน อายุยังไม่ได้เลย

นี่แหละครับ ความสุขของศิลปะที่เด็กๆ เขาอยากเรียนรู้ ครูศิลปะเป็นทุกคนครับ
ไม่ปิดกั้นความคิดและจินตนาการ
เพราะจินตนาการสามารถนำเราไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้ครับ

ย้อนวัน ที่ฉันเคยสอนเธอ
วันที่ 22 มกราคม 2555
โดย
ครูบูช
สวัสดีครับ เพื่อนครู สิ่งที่ผ่านมา
เรามักให้มันผ่านไปอย่างไม่มีจุดหมายบ้างมีจุดหมายบ้าง
แต่ส่วนใหญ่ก็มักให้มันผ่านไปอย่างล่องลอย แล้วเมื่อวันหนึ่งมาถึง ผมก็พบว่า
การผ่านไป ก็เท่ากับการย้อนกลับมา
สิ่งที่ผมค้นพบบางท่านอาจรู้จักมันอยู่แล้วก็ได้ เพราะมันคือชีวิตเรา ชีวิตแห่งความเป็นครู
ผมเคยเล่าเรื่องที่ได้ไปพบศิษย์เก่าที่ โรงเรียนเก่าอยู่หลายบทความ
แต่ไม่ลึกซึ้งเหมือนครั้งนี้
ผมได้มีโอกาสอีกครั้ง ในการได้รับเชิญไปเป็นพิธีกร
ในงาน ศรีวิทยาสดใส ก้าวไกลสู่สากล ไปร่วมงานกับเพื่อนครูคนเก่า
เพื่อนร่วมงานที่แสนดี และที่สำคัญได้ไปเจอเด็กๆที่เคยเป็นศิษย์ผมด้วย
คราวนี้ไมใช่แค่ลูกศิษย์ที่เคยสอนหรือจบไปปี สองปีเท่านั้น แต่ลูกศิษย์ที่จบไปแล้ว
เจ็ด แปดปีที่แล้ว ก็กลับมาหาด้วย เพราะรู้ว่าผมจะมา
และสิ่งที่ได้รับก็คือคำพูดที่พูดว่า คิดถึงครูจังเลย คิดถึงครูมาก
คิดถึงครูที่สุด ไม่น่าเชื่อว่า เขาจะยังคิดถึงเราอยู่ แม้จะจบไปนานแล้ว
แม้ว่าผมไม่ได้สอนอยู่ที่นั่นแล้ว และเมื่อเรานั่งคุยกันอดีตที่เราผ่านมาก็ค่อยๆ
เปิดขยายฉายภาพให้พวกเรา ศิษย์กับครูได้เห็น ตรงนั้นไงที่ครูดุเรา
ว่าเงียบได้แล้ว แล้วเราก็หัวเราะกัน ครูอ่ะโคตรดุเลย เสียงมาจากด้านหลัง พวกหนูกลัวจะตายไปเวลาครูดุน่ะ
เหมือนฟ้าจะถล่ม ดุทีเสียงยังกับฟ้าผ่า แล้วก็นั่งขำกัน
แต่คำสุดท้ายก็ประทับใจอยู่ดี แต่ตอนนี้หนูอยากได้ยินเสียงครูดุอีกครั้ง
หนูคิดถึงครูจัง บางคนเจอหน้าก็ถามก่อนเลย ครูหนูเป็นไงบ้าง สวยขึ้นป่ะ
อันนี้รครูจะต้องตอบว่าไงครับ ก็ต้องบอกว่าสวย สวยที่สุด แล้วเธอก็โพสต์ถ้า ครูถ่ายรูปกัน
นาน เจอกันทีนะครู คิดถึงจังเลย บางคนถึงขนาดวิ่งเข้ามากอด แล้วก็ร้องไห้ คิดถึงที่สุด
ผมต้องบอกว่าคำว่า คิดถึงครู ทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจในการสู้งานมากขึ้นอีกครับ



เรื่องที่ผ่านมา ถึง แปดปี กลับเหมือนกับมันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้ ทุกคำบอกเล่า
ทุกคำบรรยาย มันทำให้เกิดจินตนาการ ความคิด ที่นึกถึงในอดีตที่เราได้สอนพวกเขา
เขารู้สึกได้เมื่อวันนี้มาถึง วันที่เรากลับมาเจอกัน มาพูดคุยกัน
ทุกคนโตขึ้นในการเรียน ทุกคนมีความรับผิดชอบมากขึ้น
แต่สิ่งที่ทำให้ครูอย่างผมรักในวิชาชีพครู ก็คือลูกศิษย์เหล่านี้นั่นเองครับ
ตอนนี้ บางคนก็กำลังจะจบการศึกษา ชั้น ม.6 แล้วก็ได้ที่เรียนที่ดีแล้ว
บางคนก็กำลังเตรียมพร้อมที่จะหาที่เรียนต่อ บางคนก็มีครอบครัวแล้ว
บางคนก็ยังเหมือนเด็กเล็กๆที่ชอบมาคลอเคลียครู ความสุขที่ได้รับ 2 วัน
มันเหมือนกับการเติมพลังให้ผมมากขึ้นถึงอีก 20 ปี เพื่อนครูบางคนบอกว่า ครูบูชดูยิ้มอย่างมีความสุขจังเลยนะ
ก็แน่ล่ะครับ ใครจะไม่มีความสุข ครูคนไหนจะไม่มีความสุขบ้าง เมื่อศิษย์ของเราเอง
ที่นับถือเรา แม้จะไม่ได้เป็นครูประจำชั้น ไม่ได้อยู่ด้วย ตลอดวัน เจอกันแค่บางวัน
วันละ 1 ชั่วโมง แต่กลับจำครูคนนี้ได้ ครูสอนศิลปะแสนโหด แต่ใจดี
สอนมากกว่าวิชาการ คือการดำเนินชีวิต ดีใจครับ ดีใจที่สุดแล้วครับ

เรื่องราวที่ผ่านมา
2 คืนมีมากกว่าคำบรรยาย เพราะเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือไม่ได้มันเกิดในความรู้สึกนึกคิดที่เป็นสุขมาก
คุณครูครับสิ่งที่คุณครูทำไปอาจไม่รู้สึกตัวว่าเราสร้างคนไปทำไม
แต่นี่คือความสุขที่คุณครูจะได้รับเมื่อวันหนึ่ง ที่เขาเหล่านั้นยังบอกเราว่า คิดถึงครู

ใช่จริง หรือ ว่าเป็นแค่คำนำหน้าชื่อ
วันที่ 28 ธันวาคม 2554
โดย
ครูบูช
สวัสดีครับเพื่อนครูทุกท่าน
ใกล้สิ้นปีอีกแล้วนะครับ ใกล้อายุมากขึ้นอีกแล้วนะครับ (แล้วจะย้ำกันทำไม) ก็สวัสดีปีใหม่เพื่อนครูทุกท่านเลยครับ
ไม่ว่าจะเป็นแฟนประจำ หรือแฟนชั่วคราว หรือผ่านทางมาแค่อ่านเล่น
หรืออ่านดูว่ามันเขียนอะไรนัก ก็ไม่ว่ากันครับ เพราะการอ่าน
คือยาวิเศษที่จะทำให้สมองเราไม่ชราภาพตามอายุครับ

จะว่าไปแล้ว
บทความของผมก็เข้าขึ้นสู่ปีที่ 3 แล้วซินะครับ (เอาไว้จะร่วมเล่มขาย จะมีใครซื้อหรือเปล่าครับ)
เพราะเป็นเรื่องที่มาจากประสบการณ์อันน้อยนิด
แถมท่วงทำนองการเขียนก็ยังห่างไกลชั้นครูอีกมากนัก พูดถึงชั้นครู
ผมก็เป็นครูนี่ครับ หรือว่าไม่ใช่ เอ๊ะ! อย่างไร ก็เด็กๆ เขาเรียกกันว่าครูบูช คนโตเขาก็เรียกอาจารย์
ก็จะมีศิษย์บางคนที่เรียกว่าพ่อ ผมก็เลยงงว่าสรุปว่าผมเป็นครูหรือเปล่า
คุณครูเคยงงกับตัวเองหรือเปล่าครับ เช่น บางทีคุณครูสอนหนังสือเหมือนผม แต่ชั่วโมงว่างคุณครูกลับกลายเป็นคนขายเครื่องสำอาง
สรุปว่าให้ผมเรียกครูว่าแม่ค้าหรือครูครับ หรือบางที ชั่วโมงเช้าก่อนเข้าโรงเรียน
คุณครูย่างลูกชิ้นขายหน้าโรงเรียน
พอถึงเวลาคุณครูก็แบกสำพาระเข้ามาในห้องแล้วเอาหนังสือขึ้นมาสอนหยอดคำหวานว่าลูกชิ้นครูอร่อยไหม
เอ๊ะ! แปลกใจมีแต่เขาจะถามว่าลูกชิ้นป้า ลูกชิ้นอา
ลูกชิ้นน้า อร่อยไหม เอาผมงงไปเลยครับว่าสรุปแล้วผมต้องเรียกท่านว่าอะไร
แต่ครูแบบนี้ซิ เป็นครู 2 ชั้น ช่วงเช้าถึงเย็น ฉันเป็นครูในชั่วโมงสอน
สอนตามหนังสือตำรา อ่านเขียนเข้าถ้าก็ว่ากันไป สอนเสริมเพิ่มเติม ไม่ฉันไม่สอนให้
แต่ถ้าเธออยากได้ มาเจอฉันหลัง 4โมงเย็น ฉันจะเพิ่มให้พิเศษ เอาเกรดให้เธอด้วย
ยิ่งเธอเลขเกรดสวย ฉันก็รวยทรัพย์สิ้น แต่คนอื่นที่ไม่ให้ อย่า อย่าได้เอาไปกิน
ตำรามีให้เป็นสิน อ่านไปให้สิ้นจนดิ้นตาย ยิ่งพ่อแม่เธออุดหนุน
มีของมีทุนหนุนนำให้ ฉันรีบรับแล้วประกบเธอทันใจ ไร ลิ้น ยุง ไม่ ไม่ ให้ตอม เห็นไหมครับว่านี่คือครู
2 ชั้น

ผมเคยถามครูท่านหนึ่งว่า
ทำไมถึงไม่ใส่ใจเด็กคนนั้นเลย ทั้งๆที่เขาก็เป็นเด็กในห้องครู ดูเหมือนครูจะสอนสอนไปให้จบจบ
เขาตอบผมมาด้วยท่าทางที่แสดงออกว่า ฉันไม่ชอบจริงๆ ก็พี่บูชดูซิ ผมก็ไม่มัด
เล็บก็ดำ สกปรก รับไม่ได้ แถมแม่ยังเรื่องมาก นู่ นี่ นั่น มาส่งก็สาย
การบ้านก็ทำไม่เสร็จ ว่านิดว่าหน่อยก็ร้องไห้ หนูไม่เอาหรอก
หนูจะเลือกเอาคนที่เขาใส่ใจในตัวหนู เข้าหาหนู ไม่ใช่ว่าให้ครูเข้าหาเขา มันไม่ใช่
เราเป็นครูเรามีศักดิ์ศรีนะพี่บูช ผมถึงกับผงะกับคำที่ครูรุ่นใหม่
รุ่นน้องจากสถาบันเดียวกัน พูด ให้ผมตอบอย่างไรหรือครับ ท่านทายซิครับ
ว่าผมจะใช้คำอะไรมากไปกว่าคำว่า จ๊ะ
เพราะผมไม่ได้มีอำนาจในการให้เขาทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ ได้แต่ตักเตือน ซึ่งผมเคยทำมาแล้ว
พฤติกรรมกับรุนแรงขึ้น มากขึ้น ก็ทำได้แต่รายงานพฤติกรรมกับ ผู้อำนวยการ
แล้วอย่างไรหรือครับ ผู้อำนวยการกำเรียกไปพบซิครับ พอกลับมา ผมนึกแล้วว่าต้องหนักขึ้น
มันก็เป็นเยี่ยงนั้น คราวนี้ ยิ่งมีปัญหามากขึ้นอีกครับ
ก็เลยกลายเป็นผมต้องตามแก้สถานการณ์ไปตลอด ซึ่งไม่รู้ว่าจะพ้นเมื่อไหร่ ก็คงต้องจบชั้นที่เขาสอนครับ
ถามว่าแล้วทำอะไรกับครูไม่ได้เลยหรือครับ ทำได้ครับ กำลังอยู่ในขั้นการพิจารณา
เท่านั้นจริงๆครับ ไม่รู้ว่าทำไม คุณรู้ไหมครับ

ซึ่งทุกวันนี้ผมเลยงงมาก ว่า การที่มีคำนำหน้าว่าคุณครู
แล้วทำให้วิเศษกว่า คำว่า นาย นาง นางสาว เด็กชาย เด็กหญิง อย่างไร ทั้งๆ
ที่หลักสูตรเอย กระบวนการอบรมครูเอย
หรือแม้กระทั้งการสอนคนให้เป็นครูจากสถาบันต่างๆเอย บอกอยู่แล้วว่า ครูถือเป็นบุคคลที่ต้องเสียสละ
ต้องทำหน้าที่ให้กับชุมชน อบรมสั่งสอนเด็ก ให้เป็นคนดี คนเก่ง ของสังคม และประเทศชาติ
แล้วทำไมทุกวันนี้ ครูต้องถือตัวว่าเป็นคนสำคัญยิ่งของชุมชน
ต้องเลือกให้การศึกษากับเด็กที่สนับสนุนครู และอย่าได้แคร์ความรู้สึกของเด็ก
คุณครูเคยโหยหาบ้างไหมครับ เคยโหยหาสิ่งที่เราได้รู้จักมาบ้างไหมครับ
หรือคุณครูลืมครูของครูไปแล้ว ลืมหน้าที่ของครูไปแล้ว
ลืมอุดมการณ์ของการเป็นครูไปแล้ว เพราะฉันทำงานเป็นครู เพื่อหวังกู้เงินซื้อ iphone บ้านสวยรถหรู ดูงามเด่น ใครเห็นก็ต้องเหลียวหลัง
ว่าครูอย่างฉันมีฐานะ เพชรพลอยกระเป๋าหนัง พอมีเงินก็ซื้อได้ แต่จิตวิญญาณที่หายไป....ครูจะเอาอะไรมาซื้อมัน...

เผชิญหน้า กับการเปลี่ยนแปลง
วันที่ 12 ธันวาคม 2554
โดย
ครูบูช
สวัสดีครับเพื่อนครูทุกท่านเปิดเทอมมาก็เจอแต่ปัญหามากมายเลยครับ
ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาเขียนบทความสักเท่าไหร่ครับ ก็อย่างที่ว่าครับ ความไม่แน่นอน มันก็คือ
ความแน่นอนนั่นเอง มันเป็นสัจธรรมข้อหนึ่งที่เรารู้กันดี จะว่าไปแล้วความไม่แน่นอนนั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง
ซึ่งทุกเวลาที่หมุนไปมักเป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทั้งแบบที่เราสังเกตและรับรู้ได้
แล้วที่เราไม่อาจทันสังเกต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องธรรมดา เรื่องที่เกิดขึ้นประจำ นั่นเอง
แม้ว่าคุณครูทุกท่านจะรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงอยู่แก่ใจก็ตาม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกว่า มันทำใจยอมรับลำบากอยู่
ซึ่งอาจเป็นเพราะ พวกเราเชื่อมโยงสถานการณ์ในการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ไปกับ สิ่งที่เราไม่พึงปรารถนาสิ่งที่เราไม่ชอบ
โดยเฉพาะถ้าเรามีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในอดีต ที่ดูคล้ายๆ
กันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เราก็อาจรู้สึกครั่นเนื้อ ครั่นตัว หวั่นใจ
เวลาได้ยินได้เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ เช่น ผู้บริหารโรงเรียนมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการจัดงาน
แต่เรายังไม่ทันจะได้รู้ในรายละเอียดต่างๆ
เราก็เริ่มหวั่นวิตกถึงผลกระทบที่จะตามมาหาเราซะแล้ว หรือเหตุการณ์ในโรงเรียนเอกชน
เช่น ผู้บริหารโรงเรียนชี้แจงเรื่องการปรับเงินเดือน และการจ่ายผลตอบแทนแบบใหม่ โอ้
เราอาจคิดวิตกไปแล้วมากมายว่า เราคงได้เงินเดือนขึ้นน้อยกว่าเมื่อก่อนแน่นอนเลย
เพราะผู้บริหารโรงเรียนเขี้ยวมากขึ้น

แต่ในความเป็นจริงเราประสพพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีๆ หรือที่เราพึงปรารถนา มากมายเช่นกัน เช่น
ตัดสินใจเปลี่ยนทรงผม แล้วเพื่อนๆ ชมว่าดูดีขึ้น หรือ เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน
ทำให้ไขมันในเส้นเลือดลดลง หรือได้รับแจ้งว่า เราได้รับการเลื่อนขั้น
จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่เราไม่คาดหวัง หรือไม่รู้ตัว จะทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา
คิดไปต่างๆ นานา แต่ถ้าเราตอบรับผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติ
เตรียมพร้อมมากขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงที่เราคาดหวัง หรือรู้ตัวว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน
ไม่ว่าเราจะชอบผลของมันหรือไม่ก็ตาม เราก็สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้เสมอ
ปัญหามาจากการเปลี่ยนแปลง คุณครูอาจจะไม่มีความสามารถเป็นเลิศในการคิดวิธีการ
หรือคิดค้นเครื่องมือในการแก้ปัญหาทุกอย่าง แต่การมองปัญหาเป็นเรื่องธรรมชาติ
มองเชิงบวก มองอย่างเข้าใจ จะช่วยให้เราสามารถเผชิญกับปัญหาได้อย่างมีสติ
คิดวิเคราะห์หาทางแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเราตีโพยตีพาย
พร่ำบ่นประชดประชันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือซ่อนปัญหาเอาไว้
ทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจจะเป็นสร้างความเครียดเข้าตัวโดยที่เราไม่รู้ตัว
เพราะไม่ว่าอย่างไร ปัญหานั้นๆ ก็ยังคงอยู่ตลอด คุณครูอาจตัดสินใจแก้ปัญหาโดยการ รอ
ให้เวลาช่วยคลี่คลาย นั่นคือการตัดสินใจเผชิญหน้าแก้ปัญหาอย่างหนึ่งไปแล้ว และนั่นคือคุณครูก็ได้ใส่มิติของ
ความรู้ตัว ลงไปแล้วเช่นกัน
ปัญหาของครูก็ถือเป็นการเรียนรู้ เป็นครูของครู เป็นบททดสอบ
เป็นโอกาส เป็นความท้าทาย โลกนี้ไม่มีปัญหา มีแต่ความท้าทายเท่านั้น และ ปัญหาก็เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญานั่นเอง
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นมุมมองเชิงบวกต่อการแก้ไขปัญหาทั้งสิ้น
การใช้ความยืดหยุ่นเป็นสามารถในการปรับตัว ซึ่งทำให้ก้าวข้ามออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยของเรา ไปสู่พื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย
ไปสู่สิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยและคาดการณ์ไม่ได้ เมื่อเราทำเป็นหวังลมๆ แล้งๆ ว่า
เดี๋ยวสิ่งต่างๆ คงกลับสู่สภาพเดิมได้เอง เราดำเนินชีวิตแบบปกติที่เคยทำ ก็คือคุณครูไม่ยอมปรับตัวนั่นเอง
ไม่ยอมที่จะยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ เมื่อการเปลี่ยนแปลงโหมแรงมากขึ้น
คุณครูอาจเป็นไม้ใหญ่ที่หักล้มง่ายๆ ก็ได้ซึ่งบางครั้ง คุณครูอาจเลือกในสิ่งที่คุณครูพอใจ และบางครั้ง คุณครูก็เลือกสิ่งที่คุณครูไม่พอใจ
แต่ที่แน่ๆ คุณครูสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณครูที่มีต่อสิ่งนั้นได้
แล้วทำใจยอมรับมันได้ตลอดเวลา

การแบ่งปัน ถ่ายทอดความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบ หรือสิ่งที่คุณครูเป็นกังวลให้ผู้อื่นรับรู้ นั่นก็คือการสื่อสารนั่นเอง
ซึ่งบางคนอาจรู้สึกลำบากใจ หรือไม่ชอบเล่าปัญหาให้ผู้อื่นฟัง
จึงเลือกที่จะเก็บไว้กับตัวเอง และอาจทำให้หมกมุ่น แล้วก็จมอยู่กับปัญหานั้นๆ ซึ่งยิ่งสะสมนาน
ก็จะยิ่งเครียด ซึ่งต่างกับการหาที่ปรึกษา หาเพื่อนมาพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์
รับฟังเรื่องราว สร้างโอกาสที่จะได้รับแนวความคิดใหม่ๆ จากการปรึกษาหารือกัน
อย่างไรก็ตาม
คนที่คุณครูจะพูดคุยปรึกษาปัญหา ควรเป็นคนที่ครูเลือกแล้วว่าเหมาะสม ไว้ใจได้ มีทัศนคติต่อปัญหาที่ดี
และตัวคุณครูเองก็ไม่ควรปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น แล้วอย่าคาดหวังว่าคนที่รับฟังจะคล้อยตาม
และเห็นด้วยกับคุณครู หรือคาดหวังที่จะได้คำพูดที่ถูกใจ เมื่อไม่ได้ตามนั้น
การมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สร้างเครือข่ายมิตรให้คุณครู
จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงได้
หรืออย่างน้อยเราก็มีคนที่จริงใจกับเรา ช่วยเหลือเกื้อกูล ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ
คอยชี้แนะแนวทางออกใหม่ๆ ให้เสมอ
เราสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกเรื่อง ผ่อนเรื่องหนักเป็นเรื่องเบา
ผ่อนเรื่องยากให้เป็น เรื่องง่าย ถ้าใช้สติ ใช้ความอดทน
การเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องที่เรา ผู้เป็นครูต้องกลัวเลยแม้แต่น้อย

เมื่อต้องสูญเสีย แต่ไม่เสียศูนย์
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2554
โดย
ครูบูช
สวัสดีครับเพื่อนครู บางท่านคิดว่าสงสัย ครูบูชหายไปกับน้ำเลยนะครับ
ที่จริงแล้วก็เกือบเหมือนกัน เพราะน้ำนั้นแหละครับ
ที่ทำให้ผมต้องงดการเขียนบทความมานาน แล้วก็เพราะน้ำนั่นอีกครับ ที่ทำให้ผมเจอกับน้ำใจ
และที่สำคัญ ผมได้เรียนรู้กับน้ำนี้อีกมากมาย แต่คงไม่ได้เขียนในบทความนี้นะครับ
เพราะบทความเกี่ยวกับน้ำคงมีมากมายแล้ว

แม้กล่าวถึงความสูญเสีย มันทำให้เราเกิดความเศร้าใจ แล้วไม่อยากทำอะไรต่อไป ไม่คิดจะตอบสนองกับสิ่งเร้าต่าง ๆ
ไม่อยากแม้กระทั่งหายใจ อยากปล่อยให้ตัวเองหายไปกับความเศร้าหมองที่ตนรับรู้
รับมืออยู่ มีครูท่านหนึ่งท่านเป็นครูของโรงเรียนผมเองครับ ท่านเพิ่งมาได้ 1 เทอมครับ
แต่สิ่งที่ท่านอยากได้ไม่ใช้การงานที่อยู่ที่นี่ แต่กลับอยากได้เด็กสักคนที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตน
ท่านได้ทดลองมานับหลายรูปแบบ หลายปี จนในที่สุด การมาอยู่ที่ โรงเรียนผม
ก็ทำให้ท่านมีลูกแต่การดีใจของท่านไม่ทันจะครบคลอด ความหมองเศร้าก็เข้ามารุมล้อม สิ่งที่รอคอยมาหลายปี
ก็สูญสลายกลายเป็นก้อนเลือด ทำให้ครูท่านนั้นถึงกับเศร้าเครียดและเสียใจ
แต่เรื่องร้ายก็ไม่วายจะเพิ่มพูน อาการทางใจเริ่มจะดีขึ้น ทางกายกลับแย่ลง
ถึงกับต้องนอนโรงพยาบาล ก็ยังมีเลือดตกค้าง ทำให้อักเสบ สุดแสนจะทรมาน ผมก็ได้แต่ให้กำลังใจ
ค่อยดูแลที่โรงเรียนให้ในส่วนที่ครูท่านนั้นรับผิดชอบ
เพื่อให้ท่านได้คลายกังวนลงบ้าง

มนุษย์กว่าจะเกิดมานั้นยากแสนเข็ญ กว่าจะเป็นได้แม้คำพูดก็ยากลำบากนัก พ่อ แม่ ครู
สั่งสอนกว่าจะเข้าใจ นี่แหละคุณค่าของการมีอยู่ การอุ้มชูให้เกิดได้
ประกอบออกมาเป็นคุณค่าแห่งอนาคต พ่อ แม่ ครู ต้องช่วยดูแลเอาใจใส่
ไม่ใช่ผลักภาระให้กับครูอย่างเดียว หรือต้องที่บ้านพ่อแม่เท่านั้น
ทุกคนมีความหมายทั้งสิ้น กับสิ่งมีชีวิตที่จะสืบลิขิตมนุษย์อย่างพวกเรา แม่จะโง่เขล่า
ก็ต้องมีดี ครู พ่อ แม่ ต้องดูให้ดี ว่าเขามีดีอย่างไร
เรื่องราวแห่งการเรียนรู้ ไม่มีวันจบสิ้น ทั้งในตำรา หรือชีวิต ตั้งแต่เกิดนอนแบเบาะ
จนวันตายนอนในโลง มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา
ความสุขแห่งการได้เรียนรู้ ความสุขแห่งการรับรู้
ความสุขแห่งการได้ความรู้ ความสุขเหล่านี้มีอยู่แล้วในการเรียนการสอนอยู่ทุกวัน
อยู่ที่ครูจะนำมาปรับเข้ากับบทเรียนอย่างไร ให้เกิดความสุขกับการเรียน
ความสุขที่อาศัยปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นความสุขที่เกิดจากสภาพแวดล้อม คือต้องน้อมรับกัลยาณมิตร ประหนึ่งครู อาจารย์ เป็นผู้สร้างบรรยากาศแห่งความรัก ความเมตตา และช่วยสรรหาให้เกิดความสนุก ทั้งนี้ต้องระวังเพราะถ้าควบคุมสิ่งต่างๆ ไม่ดีเมื่อไหร่ ความสุขแบบนี้จะทำให้เกิดความอ่อนแอลง ยิ่งถ้ากลายเป็นการเอาอกเอาใจ หรือตามใจนักเรียน ก็จะยิ่งอ่อนแอลงไปมากมาย ทำให้ต้องพึ่งพากันล่ำไป
ความสุขที่เกิดจากปัจจัยภายใน มักเป็นความสุขที่เกิดจากภายในตัวเด็กเอง ทั้งเป็นอิสระ และไม่ต้องพึ่งพิงอิงผู้อื่น กล่าวคือ เด็กเกิดนิสัยอยากใฝ่รู้ คู่ใฝ่เรียน เพียรใฝ่สร้างสรรค์ และมีความสุขจากการสนองความใฝ่รู้ ความสุขรูปแบบนี้ทำให้เด็กเข้มแข็ง เขาจะมีความสุขเมื่อได้เรียนรู้ เมื่อยิ่งทำก็ยิ่งมีความสุข และยิ่งมีความเข้มแข็งมากขึ้น
การสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข จึงควรมุ่งสร้างความสุขจากปัจจัยภายใน โดยให้มีปัจจัยภายนอกเป็นองค์ประกอบชี้นำทาง ก็จะช่วยผสาน พัฒนาเด็ก ให้เป็นผู้รักการเรียนรู้อย่างแท้จริงต่อไป
ครูบูช

บันทึก ข้อความ
วันที่ 13 ตุลาคม 2554
โดย
ครูบูช
สวัสดีครับเพื่อนครูทุกท่าน สวัสดีสายฝนจากฟ้า
สวัสดีสายน้ำที่ไหลแรง สวัสดีสายลมที่โหมกระหน่ำ ประจวบเหมาะจริงๆ นะครับ กับการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตช่วงปิดภาคเรียน
ปีนี้ดูจะหนักหนาสาหัส เป็นกำลังใจให้คุณครูทุกท่านด้วยนะครับ
เมื่อพายุมา
..
ฝนก็เกิด น้ำก็บ่า นาก็ล่ม เมืองก็จม ถนนหาย วอดวายสิ้น
สวนเสียหาย ผักเน่าตาย หมดผืนดิน บ้างหมดสิ้น
เนื้อหน้า ประดาตัว
ทั้งเสื้อผ้า
ที่อาศัย อีกเสื่อหมอน ทั้งที่นอน
หยูกยา หามีสิ้น
รองเท้าแตะ หม้อหุงข้าว น้ำพาบิน ยังหมดสิ้น ลอดชีวิต คิดต่อไป
อีกบ้านเรือน
อาคาร สถานศึกษา รั้วข้างหน้า
มองไม่เห็น วัดไปไหน
มิดยันโบสถ์ เหลือแต่เศียร พระเอาไว้ หดหู่ใจ นี่หรือไทย
ที่ร่มเย็น
โทษไม่ได้
โทษใคร ใครจะรอด เราต้องกอด รักกัน
ช่วยทั้งสิ้น
ก็คนใช้ คนทำ โลกไหลริน ผลาญสิ้น
โลกซึมเศร้า อยู่ทุกวัน
มาวันนี้ โลกของเรา
เขาปรับบ้าง เราต้องสร้าง ต้องเสริม
ช่วยโลกด้วย
ช่วยกันปรับ ช่วยกันสร้าง ไปได้สวย อยู่ร่วมด้วย โลกของเรา
นิรันดร

การเรียนรู้จะร่วมกันในโลกใบนี้ยังมีอีกมากมายหลายอย่างนักนะครับการสอนให้เด็กๆ ยุคใหม่ใส่ใจสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัว
รวมทั้งวิธีจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ล้วนแต่เป็นสูตรผสมระหว่าง
ความเข้าใจในวิชาการ และความเข้าใจในชีวิต เด็กๆ
ยุคใหม่ควรมีวิชาความรู้เหล่านี้ติดตัวไป ในจิตใต้สำนึก ให้รำลึกนึกถึงว่า
อดีตกาลนานมา ปู่ ยา ตา ทวด เขาใช้วิถีการดำเนินชีวิตอย่างไร แล้วในยุคสมัยต่าง ๆ
เราผู้ที่ว่าเป็นมนุษย์ผู้เจริญ ต่างจากสัตว์ร้ายนานา ใช้คุณค่าสิ่งแวดล้อมไปอย่างไร
แล้วส่งผลอะไรถึงปัจจุบัน ความจริงที่ปรากฏ มองเห็นชัดอยู่แล้ว
ไม่ต้องใช้สื่ออะไรช่วยเลย แค่ข่าวสาร การลงมือทำ ผลที่ตามมาก็คุ้มค่าแน่นอน
ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย มนุษย์ก็ได้แต่เรียนรู้
แต่ไม่เคยสอนให้ตระหนักถึงคุณค่าสิ่งแวดล้อม เรียนรู้ว่าทรัพยากรธรรมชาติคืออะไร
แล้วเราใช้ประโยชน์อะไรจากทรัพย์นั้น แต่ไม่เคยให้เห็น
ถึงผลกระทบถ้าเราใช้หมดหรือทำร้ายไป ความใส่ใจก็เลยไม่เกิด ยิ่งเข้าสู่ปี แห่งการสื่อสายไร้สาย
ไร้พรมแดน ได้ซึ่งความรับผิดชอบ มนุษย์ผู้วุ่นวายก็ไร้ซึ่งคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ปัจจัยสี่ที่ว่าสำคัญ เพิ่มเป็น ห้า หก เจ็ด ปัจจัย กลับลืมไปว่า การเป็นอยู่
การพัฒนา ก็อยู่ที่คุณค่าของ สี่ ปัจจัยหลัก
แต่ดันกลับเอาไปไว้ท้ายสุดของปัจจัยทั้งหลาย ก็เลยวุ่นวายทั้งหน้าหลัง

ทุกอย่างที่พูดมา
มีบัญญัติไว้ในหลักสูตรแต่ตามหลักสูตรก็ให้สอนเพื่อเข้าใจ ยังไม่เห็นว่าให้ใส่ใจและตระหนักถึงคุณค่า
อยู่ที่ครูผู้สรรหา ว่าจะให้ไปในทิศทางไหน แล้วต้องใส่ใจกันเริ่มเมื่อใด
อายุเท่าไหร่ ถึงจะเรียนรู้ว่ามันสำคัญกับการดำเนินชีวิตมากกว่าการเรียนรู้อย่างเดียว
คนไทยมีวิธีการสอนลูกหลานที่แนบเนียน ตั้งแต่เริ่มเรียนอ่านเขียนได้ ก็ปลูกฝังจารีตประเพณีกันเรื่อยมา
แต่หลังๆ การพัฒนาย่อมมีสองด้าน
ที่เข้าใจก็นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับความเป็นไทยนิยม
แต่ที่ขื่นขมคือเอาไปใช้ทั้งแผง มันแรงสำหรับวัฒนธรรม แล้วก็บอกต่อไปว่าเพื่อพัฒนาสู่อาเซียน
ก็เลยต้องลืมเรียนเขียน ภาษาพ่อ ภาษาแม่ จะให้ทัดเทียมกับอารยะ
ต้องใช้เทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง เพื่อให้สนองว่าประเทศที่พัฒนาเขามีกัน
แล้วเมืองไทยล้าหลังตรงไหน การที่เราก้าวทีละขั้น ไม่ใช่ไม่ทันทั่วโลก
แต่สิ่งที่เราก้าวกระโดด มันทำให้ทั่วโลกเขาจับตามอง ไม่ได้มองว่าโดดเด่น
แต่มองว่าจะกระโดดพลาดเมื่อไหร่ ที่เขาจะมาพยุงก็มี
แต่ที่เข้ามาย้ำย่ำยีมันมากกว่า
เราเป็นครู คุณค่าคือการสอน แล้วการสอนอย่างมีคุณค่านั้น
สอนอย่างไร ความตระหนักในการสอนเป็นอย่างไร แล้วสอนอย่างไรให้เกิดความตระหนัก
ทุกวันนี้ เวทีเสวนา มักมองปัญหาแค่ภายนอก มองปัญหาแค่ผลการสอบ สารพัดเครื่องมือมาประเมิน
สารพัดเครื่องมือมาทดสอบ สารพัดข้อสอบมาให้ทำ แล้วเคยสำรวจตรวจสอบหรือเปล่าว่า
ความสุขมวลรวมของการศึกษาอยู่ที่ใคร ครู ผู้ปกครอง หรือเด็ก สอบได้ที่หนึ่ง
ใครมีความสุข สอบได้ผลคะแนนสูง ใครมีความทุกข์ แล้วสอบไม่ได้ละใครมีความสุข ดาบสองคมยังใช้ได้เสมอสำหรับการศึกษาไทย
ครูบูช
ผู้ช่วยครูผู้ช่วย
โรงเรียนเทศบาลเทพราชบุรีรมย์ สังกัดเทศบาลตำบลเทพราช
อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

มุมมืดของคนเป็นครู
วันที่ 21 กันยายน 2554
โดย
ครูบูช
สวัสดีครับเพื่อนครู
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่อากาศน่านอนมากกว่าน่าสอน เย็นสบาย
แสดงแดดหายไปไม่มาให้เห็นเลยตั้งแต่เช้า มันก็ได้แค่คิดนะครับ เพราะเราก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป
ทำหน้าที่สร้างอนาคตของชาติต่อไป
คุณครูเคยไหมครับ
ที่คิดอยากจะหลุดพ้นจากคำว่า ครู ผมเคยครับ (ไม่ใช่ตอนนี้นะครับ) แต่อะไรๆ ในตอนนี้ มันทำให้คิดย้อนเวลาไปหาสิ่งที่เคยคิดครับ
สิ่งที่ครูทุกคนน่าจะเคยพบ เคยเจอ หรือเคยคิด มันสะกิดในหัวใจอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเราเพิ่งเริ่มอาชีพครู
ทำไมนะ ทำไม ฉันต้องมาเจอกับไอ้เด็กพวกนี้ด้วย
ดื้อจริงๆ ฉันทนไม่ไหวแล้ว (แต่เวลาคิดอาจหยาบกว่านี้นะครับ
เขียนไม่ได้ครับ เดี๋ยวจะโดน SENSOR ครับ) เป็นความคิดแรกที่คิดมาในใจที่เริ่มทำการสอน
ไม่ว่าคุณจะเรียนครูมากี่ปี ฝึกสอนมากี่ชั่วโมง แต่เมื่อคุณครูมาเจอการสอนจริงที่มีเราเพียงคนเดียวในห้อง
ผมว่าอย่างไรก็คิด มุมนี้ทำให้เกิดการท้อแท้ในชีวิตครูเลยนะครับ
ยิ่งถ้าเจอกับเด็กที่มีปัญหามากๆ
ประจำชั้นห้องที่แย่ที่สุดในการเริ่มต้นการเป็นครู โดยไม่มีประสบการณ์ นรกชัดๆ มุมมืดนี้ทำให้คุณครูหลายคนเปลี่ยนอาชีพไปแล้วครับ
ถึงจะมีใจมุ่งที่จะเป็นครูอย่างไร ก็บังมุมมืดในใจที่ขย้ำมาไม่ได้ครับ
โอ้ย
ฉันสั่งให้เธอเตรียมอุปกรณ์มา ทำไม่ไม่เอามานะ แล้วจะเรียนยังไง (เป็นกับครูกลุ่มวิชาอาชีพหลายท่านเลยนะครับ)
ดูเหมือนว่าการเตรียมอุปกรณ์การเรียนจะเป็นปัญหาหลักในการเรียนการสอนในทุกระดับชั้น
ปากกาไม่มี ดีสอนไม่ได้เอามา กาวไม่ได้ซื้อ หนังสือลืม ไม่บรรทัดหัก ยางลบหาย สมุดขาด
วงเวียนสาบสูญ ไม้โปรเพื่อนไม่คืน ฯลฯ สารพัดจะแก้ตัว
มุมมืดที่ทำให้ครูหัวเสียก่อนที่จะสอน แล้วฉันจะสอนเธอได้อย่างไร
เมื่อเธอไม่พร้อม
มุมนี้ทำให้คุณครูไม่อยากจะให้นักเรียนเตรียมอุปกรณ์อะไรที่มาใช้ทดสอบ ทดลอง
หรือประดิษฐ์ กันเลยนะครับ ก็เรียนมันแต่ในหนังสือก็แล้วกัน
เอาหนังสือไว้ที่โรงเรียนจะได้ไม่ลืม ไม่ต้องเอากลับไปอ่านกันหลอกเดียวลืมเอามา

ทำไมมาสายได้ทุกวัน
ขาดเรียนก็บ่อย เธอเรียนไม่ทันเพื่อนแล้ว รู้ตัวบ้างไหม (สงสัยอาจไม่ใช่ที่ตัวเด็กอย่างเดียวแล้ว
น่าจะเป็นที่คนที่บ้านด้วยครับ) ปัญหาแห่งการมาสาย มาไม่ทันเวลา มาไม่ตรงเวลา ก็เลยไม่มามันซะเลย
ไปอยู่ร้านเกมดีกว่า ไปอยู่บ้านเพื่อนดีกว่า ไปเที่ยวเลยดีกว่า
แล้วจะทำยังไงล่ะครับ มุมแห่งการต้องสอบ ต้องวัดคะแนนแห่งชาติก็มาถึง แล้วคุณพวกนี้ก็ไม่มาโรงเรียน
ไม่สนใจเรียน คะแนนมีผลต่อขั้นเงินเดือนครู โอ้ ชีวิตครูอย่างฉัน ต้องเอาการมีชีวิตไปพ่วงกับเด็กพวกนี้หรือ
งานเอกสาร งานสารบรรณ ทุกอย่างต้องมีกระดาษ
ทำผลงานหนาเป็นศอก ไหนจะต้องสอนอีก สงสัยฉันต้องลาบ่อยขึ้นซะแล้ว
เพื่อไปถ่ายเอกสาร ไปทำเอกสาร (งานเอกสารกับคุณครู คู่กัน
แต่มันมากไปนะครับ) เอกสารซ้ำ เอกสารซ้อน เอกสารซ่อน เอกสารส่ง เอกสารรายงาน
มีงานอะไรมาจากกระทรวง ทบวง กรมไหน มาใส่ให้โรงเรียนหมด
โรงเรียนจะต้องเป็นศูนย์กลาง เอามารวมกันไว้มากๆ ก็เลยเป็นมุมมืดไปซะ
เพราะเยอะมากจนหายใจไม่ได้ ทับจนหายใจไม่ออก ชีวิตจะขาดใจ หัวใจจะหมดแรง
แล้วจะมีปัญญาอะไรไปสอนเด็ก บางอย่างงานชิ้นเดียวกัน แต่ทำคนละกระทรวง
ต้องคนละรูปแบบ รายงานคนละอย่าง เพราะมีผลต่อขั้นเงินเดือนอีกแล้วครับ
อะไรก็เอาเงินเดือนมาพ่วงด้วย มุมมืดใหญ่ขึ้น หนาขึ้น
คุณภาพของครูกลายเป็นอยู่ที่ผลงานการนำเสนอกรม กระทรวง
ไม่ได้อยู่ที่ประสิทธิภาพของเด็กเลย เพราะกระดาษสามารถเขียนเองได้ว่า นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ร้อยละ 100 ถือว่า มีประสิทธิภาพ ดีมาก เท่านี้ก็จบแล้วครับ
ยังมีอีกหลายมุมครับสำหรับความมืดดำในใจ ไม่ว่าครูรุ่นไหน สาขาไหน
เอกอะไร หรืออายุการทำงานกี่ปี
แต่ถ้าเรารู้ตัวว่า
เราเป็นครู เป็นครูผู้สร้างชาติ ผู้วางรากฐานแห่งอนาคตแล้ว
เราจะภูมิใจมากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่า พระครูผู้ยิ่งใหญ่ครูแห่งแผ่นดินสยามพระผู้ทุ่มเทพระวรกายมากแค่ไหน
เราจะมีกำลังใจที่จะแก้มุมมืดต่างๆ ในใจได้ ด้วยแสงสว่างจากพระราชหฤทัย ที่เปรียบประดุจแสงอันยิ่งใหญ่ของครูไทยที่จะเบ่งบานในใจ
จุดมืดของใจเราก็คงจะจางลงไปจนหายไปได้สักวันหนึ่ง เพราะแสงสว่างของพระองค์ ก็คือหนทางที่คุณครูจะก้าวต่อไปได้ด้วยหัวใจ
ครูบูช
ผู้ช่วยครูผู้ช่วย
โรงเรียนเทศบาลเทพราชบุรีรมย์ สังกัดเทศบาลตำบลเทพราช
อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่
วันที่ 19 กันยายน 2554
โดย
ครูบูช
สวัสดีครับเพื่อนครู
ช่วงเวลาแห่งการทดสอบมาถึงอีกแล้วนะครับ
บางที่เป็นการชี้ชะตาว่าจะจบหรือไม่จบกันเลยทีเดียว
บ่อยครั้งเลยนะครับที่การดำเนินชีวิตมีการผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่
เรามักจะเอาใจไปจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดนั้น แล้วก็ซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์ ให้เสียใจ
ทั้งยังพยายามจะสร้างคำถามเพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองอยู่เสมอ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นบ้าง
เป็นแบบนี้บ้าง
ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่สร้างขึ้นมานั้นว่ามัน ไม่ใช่ความจริง ที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากความเสียใจนั้น ไปได้เลย เราจึงยอมแม้จะติดกับดักแห่งความเสียใจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
และกลายเป็นทาสของความเศร้าอย่างไม่รู้ตัว
ถึงรู้ว่าเสียใจแต่ก็ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นมา และเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้
แต่ทำไมเรายังเป็นทุกข์กับการเลือกที่จะเสียใจ
และทำชีวิตให้มันแย่ลงกว่าเดิมทุกวันๆ
ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ารสชาติของมันสุดแสนจะขมขื่นมากมายเพียงใด เพราะ เราเริ่มต้นใหม่ไม่เป็น
เราเลยยังทุกข์ระทมไปกับความผิดพลาดของชีวิต สิ้นสุดแล้วแต่ก็เริ่มต้นใหม่ไม่ได้ไปไม่เป็น
เหมือนจะมองเห็นทาง แต่ก็เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไม่พยายามจะเปิดใจ
เราจึงต้องอยู่กับความเศร้าเสียใจอยู่ทุกคืนทุกวัน
ตอกย้ำความผิดพลาดให้ตัวเองอยู่อย่างนั้น
เช่นการศึกษา ที่เราก็รู้ตัวว่า มันพลาดตรงไหน
มันผิดตรงไหน ก็ยังผลักดัน ให้เกิด ให้ดำเนินต่อ โดยที่ไม่คิดที่จะแก้ไข
ไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริง วิถีจึงเปลี่ยนไป การดำเนินชีวิตจึงเปลี่ยนไป
การศึกษาจึงกลายเป็นการแข่งขัน ลูกฉัน ลูกเธอ จึงเกิดขึ้น ต้องหาที่เรียนที่ดีกว่ากัน
เข้าไม่ได้ก็หาทางให้เข้าให้ได้ แม้ทางนั้นจะผิดก็ตาม
ลองหยุดคิดสักนิดแล้วมานั่งมองดูวิถีดอกทานตะวันดูบ้างสิครับ ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน
เพราะรู้จักที่จะใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับแสงตะวัน แสงสว่างที่ส่องนำทางให้ชีวิตทุกชีวิต
ให้ยังคงมีชีวิต แม้ยามที่ดอกทานตะวันร่วงโรย
ก็ยังคงทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโต งอกงามและรับแสงตะวันได้ใหม่อีกครั้ง
เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ปิดตัวเอง เปิดใจให้กว้าง วางการศึกษาให้เกิดความสุข สุขอย่างไร สุขโดยความเข้าใจธรรมชาติของการศึกษา ของการแสวงหาความรู้
ว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว การศึกษาใช้ประโยชน์อะไรกับชีวิต ใช้ดำเนินชีวิตใช่หรือไม่
หรือเรียนเพื่อให้จบแค่โรงเรียนชั้นดี มหาวิทยาลัยชั้นยอด สุดท้ายได้อะไรบ้าง แล้วอย่าจมอยู่กัความคิดที่ว่า
ชีวิตเริ่มต้นใหม่ไม่ได้ อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเศร้าเสียใจ ที่ไม่ได้ในสิ่งที่คาดหวัง
แล้วปล่อยให้ชีวิตมันไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีคุณค่าและไร้จุดมุ่งหมาย
คุณครูเป็นผู้ผสานชีวิตเหล่านี้ให้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อการดำเนินชีวิตที่ยั่งยืนในอนาคตของลูกศิษย์
ไม่ใช่สอนให้รู้แต่คำว่าต้องทำได้ ต้องเก่ง ต้องเรียนดี
สอนให้รู้จักชีวิตดั่งเช่นดอกทานตะวัน แม้ยามผิดพลาด เสียใจ
ก็จะมีทางออกของชีวิตเสมอ อับจนหนทางอย่างไร
แสงสว่างจากดวงตะวันก็จะคอยส่องทางให้เราได้พบเจอทางออก
คุณครูครับแม้ว่าชีวิตจะยังมืดมน และยังคงจมอยู่กับความผิดพลาด
เศร้าใจ แต่เมื่อเราเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว เราต้องกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง
และพร้อมที่จะเป็นคนใหม่ ที่ใช้บทเรียนจากอดีต
เป็นเหมือนเข็มทิศคอยช่วยบอกทางแก่ชีวิต แก่ลูกศิษย์ที่ยังคอยเราอยู่ และสอนลูกศิษย์ของท่านว่าขอเพียงกล้าที่จะเป็นนกปีกหักที่พร้อมจะรักษาตัวเอง
และออกเดินทางได้โดยไม่กลัวว่าหนทางข้างหน้า จะผิดพลาดซ้ำสอง อย่าลืมนะว่า เรามีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยครั้งเท่าไหร่
เราก็เดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น
ความสุขจากการศึกษา เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกโรงเรียน อยู่ที่ว่า
คุณครูพร้อมที่จะสอนศิษย์ให้มีความสุข ไม่กดดันหรือไม่ หรือพร้อมจะเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ
เข้ามาหรือไม่ ถ้ามัวแต่ปิดหน้าต่าง ปิดประตู ชีวิตก็จะมืดอับ
แต่ถ้าเปิดให้แสงเข้าบ้าง ลมเข้าบ้าง ฝนเข้าบ้าง จะรู้ว่าอากาศที่ดีเป็นอย่างไร
ครูบูช

นักวิทย์ไม่ต้องคิดสร้างเพราะเป็นเองตั้งแต่เด็ก