Thai Teachers TV Blog | สมัครสมาชิก | ติดต่อโทรทัศน์ครู
อ.ครรชิต แซ่โฮ่
ปฏิทิน
<< พฤษภาคม 2560
อา.จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.
30123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031123
เรื่องล่าสุด
 
สอนคิดคณิตศาสตร์
วันที่ 04 พฤศจิกายน 2554
โดย อ.ครรชิต แซ่โฮ่

สอนคิดคณิตศาสตร์ (Thinking Method:Math) ในการสอนคิดคณิตศาสตร์ตามหลักสูตรคณิตศาสตร์แนวใหม่  ครูผู้สอนไม่ควรทิ้งการปูพื้นฐาน  การเข้าใจที่มา  เน้นการคิดเชิงวิเคราะห์พร้อมทั้งควรสร้างโจทย์ปัญหาและแนวข้อสอบที่หลากหลาย  โดยครูที่มีคุณภาพในการสอน  ควรสอนอย่างจริงจัง  ควรสอนที่ใช้สื่อ  อุปกรณ์  และแหล่งเรียนรู้จากแหล่งต่างๆมากมาย  ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้เข้าใจและเห็นภาพชัดเจน  พร้อมควรเสริมด้วยเทคนิคคิดเลขเร็ว  โจทย์ปัญหาที่ท้าทายความคิด  ปรับเนื้อหาเข้ากับระดับความสามารถของนักเรียนแต่ละกลุ่มในช่วงชั้นที่ทำการสอน  มีการทดสอบวัดระดับและติดตามผลการเรียนอย่างต่อเนื่อง  การจัดการเรียนรู้ในบรรยากาศสนุกสนาน  เอื้อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เพิ่มความมั่นใจในการเรียนเพื่อผลการเรียนที่ดีขึ้น

การปลดล็อคการสอนคิดคณิตศาสตร์

ในการสอนคิดคณิตศาสตร์  เป็นกระบวนการคิดที่ครูผู้สอนนำขั้นตอนกระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหานำมาใช้อย่างรู้ตัว  โดยอาจดำเนินไปเป็นขั้นตอนของกระบวนการคิด  เพื่อใช้ในการสอนคิดคณิตศาสตร์  มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นที่ 1  การปลดล็อคทางความคิด เป็นขั้นตอนให้ครูผู้สอนได้ปลดล็อคความคิดเก่าเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้  โดยคำนึงถึงเทคนิคและกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544

ขั้นที่ 2  การนำความคิดเข้าสู่ปัญหา เป็นการศึกษาของสภาพปัญหาว่าเป็นอย่างไร  ปัญหาเกิดจากอะไรบ้าง  ซึ่งเป็นการค้นพบปัญหาที่อาจจะเป็นไปได้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ขั้นที่ 3  การนำความคิดเพื่อวิเคราะห์ปัญหา เป็นการศึกษา  วิเคราะห์  วิพากษ์  วิจารณ์  ให้รู้ว่าปํญหาที่แท้จริงคืออะไรแน่  และอะไรบ้างที่ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง

ขั้นที่ 4  การนำความคิดเพื่อระบุปัญหา เป็นการนำเอาปัญหาที่เป็นสาเหตุที่แท้จริงมาเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษา  รวบรวมข้อมูลสำหรับแต่ละเรื่อง

ขั้นที่ 5  การนำความคิดเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ เป็นการกำหนดเป้าหมายเพื่อการแก้ปัญหานั้นๆ  ว่าจะให้ผลสัมฤทธิ์ทางด้านใด  เป็นปริมาณมากน้อยเพียงใด  มีคุณค่าสูงต่ำเพียงใด

ขั้นที่ 6  การนำความคิดเพื่อตั้งสมมติฐาน เป็นการเสนอแนวทางและวิธีการในการแก้ปัญหาให้ตรงกับสาเหตุของปัญหาที่อาจจะนำให้สามารถแก้ปัญหานั้นได้สำเร็จ

ขั้นที่ 7  การนำความคิดเพื่อทดลองหรือทดสอบสมมติฐาน เป็นการนำวิจัยแก้ปัญหาในขั้นตั้งสมมติฐานไปใช้ในการแก้ปัญหา

ขั้นที่ 8  การนำความคิดเพื่อสรุปผลและรายงานผล เป็นการสรุปผลและรายงานผลในการสอนคิดคณิตศาสตร์  โดยใช้กระบวนการคิดในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้

ขั้นที่ 9  การนำความคิดเพื่อการนำไปใช้ เป็นการนำความคิดเพื่อการนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

“สอนคิดคณิตศาสตร์  เน้นการเรียนแบบมีส่วนร่วมและกระบวนการคิดแก้ปัญหา”

อ้างอิง http://www.kroobannok.com/16697


เทคนิคการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
วันที่ 03 พฤศจิกายน 2554
โดย อ.ครรชิต แซ่โฮ่

เทคนิคการเรียนวิชาคณิตศาสตร์

เป้าหมายสูงสุดของการเรียนคณิตศาสตร์ก็คือ การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และการนำไปใช้เป็นพื้นฐานการศึกษาวิชาชีพต่างๆ หลายคนอาจสงสัยว่า ไม่เห็นต้องเรียนคณิตศาสตร์มากนัก บวก ลบ คูณหารจำนวนเราก็มีเครื่องคิดเลขใช้แล้ว นับว่าเป็นความเข้าใจผิด คณิตศาสตร์มิใช่เพียงต้องให้คิดคำนวณเกี่ยวกับตัวเลขเท่านั้น

ในโลกยุคปัจจุบันเมื่อเราเรียนคณิตศาสตร์เราควรได้คุณสมบัติต่อไปนี้จากการเรียน

1. ความสามารถในการสำรวจ
2. ความสามารถในการคาดเดา
3. ความสามารถในการให้เหตุผล
4. ความสามารถในการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาที่ไม่เคยพบได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณสมบัตินี้เรียกว่าศักยภาพทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Power) ไม่ว่าเราจะมีอาชีพอะไรถ้าเรามีคุณสมบัตินี้ เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีศักยภาพทางคณิตศาสตร์

 

การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ถ้าเราถูกสอนโดยวิธีครูบอกความรู้ หรือเทคนิคลัดๆ ให้ท่องจำ นำไปใช้โดยปราศจากความเข้าใจ ไม่รู้ที่มา ไม่รู้เหตุผล เราก็จะไม่ได้คุณสมบัติดังกล่าว อะไรคือหัวใจสำคัญของคณิตศาสตร์ เมื่อเราเรียนคณิตศาสตร์ไปจนถึงระดับมัธยมศึกษา เราควรได้สิ่งต่อไปนี้

1. มีความรู้ใน คำศัพท์ บทนิยาม หลักการ ทฤษฎีบท โครงสร้าง วิธีการมีความเข้าใจ ในความคิดรวบยอดจนสามารถอธิบายได้ หรือเขียนได้ หรือยกตัวอย่างได้ แปลงปัญหาจากรูป หนึ่งไปสู่รูปหนึ่งได้ ประมาณคำตอบได้ ระบุความสัมพันธ์ได้ ตรวจสอบผลที่เกิดได้
2. มีทักษะต่างๆ ดังนี้ ทักษะการแก้ปัญหา การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง การคิดอย่างมีเหตุผล การคิดคำนวณ การวัด การประมาณ การอ่านและแปลผลข้อมูล การนำเสนอข้อมูล การทำนาย และการใช้คอมพิวเตอร์
3. มีความสามารถในการวิเคราะห์และประยุกต์ใช้

 
เราจะมีวิธีเรียนคณิตศาสตร์อย่างไรให้ได้ดี เราต้องเริ่มฝึกฝนการเป็นผู้เรียนที่ดี

1. เวลาฟังครู หรือเวลาอ่าน ต้อง คิด ถาม จด ถ้าไม่เข้าใจควรจดคำถามไว้เพื่อคิดค้นคว้า หรือถามผู้รู้ต่อไป
2. หมั่นดูหนังสือหรือทำการบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ควรหามุมอ่านหรือทำการบ้านที่เหมาะสมกับตนเอง
3. จัดเวลาสำหรับทบทวนสิ่งที่เรียนมา หรืออ่านล่วงหน้าสิ่งที่จะเรียนต่อไป และถ้าปฏิบัติตามที่กำหนดได้ควรให้ รางวัลตัวเอง เช่น ได้ขนม ได้เล่น ได้ฟังเพลง ดูทีวี ได้เล่นกีฬา เป็นต้น ถ้าทำไม่ได้ตาม กำหนดควรหาเวลาชดเชย
4. ทบทวนความรู้กับเพื่อน อย่าหวงวิชา แบ่งปันความรู้อธิบายให้กันและกัน อย่าช่วยเหลือเพื่อนในทางที่ผิด เช่น ทุจริตเวลาสอบ หรือให้ลอกงานโดยไม่เข้าใจ
5. ศึกษาด้วยตนเอง มิใช่ต้องเรียนจากครูเพียงอย่างเดียว การศึกษาด้วยตนเองจากตำราหลายๆ เล่ม ต้องทำ ความเข้าใจจดสาระสำคัญต่างๆ ลงในโน้ตย่อ จดสิ่งที่ไม่เข้าใจไว้ค้นคว้าต่อไป ถ้าต้องการเชี่ยวชาญ คณิตศาสตร์ ต้องหมั่นหาโจทย์แปลกใหม่มาทำมากๆ เช่นโจทย์แข่งขันเป็นต้น

เราต้องเรียนด้วยความเข้าใจเสียก่อน จากนั้นเราต้องหมั่นทบทวน ก่อนอื่นเราจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ การจำการลืมก่อน จากการศึกษาของนักจิตวิทยาเกี่ยวกับการจำการลืมของมนุษย์พบว่า คนเรามีอัตราการจำหรือลืมดังกราฟข้างล่างนี้ 

        จากการทดลองของนักจิตวิทยา พบว่าเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งวัน เราจะจำเรื่องราวที่ตนอ่านไปได้ประมาณครึ่งหนึ่ง และลดลงไปอีกครึ่งหนึ่งของที่เหลือทุก 7 วัน จนในที่สุดจะนึกไม่ออกเลย การที่จะให้สิ่งที่เรียนมาไปอยู่ติดตัวเราได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราควรกลับไปทบทวนทันทีที่เราเรียนในแต่ละวัน จากนั้นเราทิ้งช่วงไปทบทวนรวบยอดในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ เพื่อมิให้เกิน 7 วัน จากนั้นเราทิ้งช่วงเป็น 2 สัปดาห์ควรทวนอีกครั้ง และเมื่อผ่านไป 1 เดือนควรทบเรารวบยอดทวนอีกครั้งตอนสอบกลางเทอม อย่าลืมว่าความรู้ใหม่ที่เรารับเข้าไปในแต่ละวันจะมีพอกพูนขึ้นไปเรื่อยๆ เราควรทำโน้ตย่อสาระสำคัญรวบรวมบทนิยาม สูตร กฎ และวิธีการ เราทบทวนจากโน้ตย่อจะช่วยให้เราเสียเวลาทบทวนน้อยลง

 

เหตุที่ว่า ทำไมเด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ มีหลายสาเหตุ บางคนไม่ชอบเพราะไม่ถนัด มันยากเกินไป ไม่ชอบคิด พวกนี้ไม่ค่อยจะประสบผลสำเร็จในการทำแบบฝึกหัด มักทำไม่ได้หรือทำผิดบ่อยๆ จึงท้อแท้ เบื่อหน่าย และเกลียดในที่สุด บางคนไม่ชอบเพราะครูสอนไม่เข้าใจ สอนไม่สนุก ครูดุ จู้จี้ขี้บ่น ให้การบ้านเยอะ

ทางแก้อยู่ที่ครูจะต้องสำรวจว่าเด็กไม่ชอบคณิตศาสตร์เพราะอะไร ครูต้องปรับปรุงการสอนทำของยากให้เป็นของง่าย ทำของน่าเบื่อหน่ายให้น่าสนุก และควรปรับปรุงบุคลิกให้ไม่ดุจนเกินไป ไม่เจ้าระเบียบมากจนเกินเหตุ การบ้านก็มีแต่พอควร เลือกให้เด็กทำสิ่งที่สำคัญและจำเป็นก่อน ถ้าเราเลือกครูไม่ได้ บังเอิญเราต้องเรียนกับครูที่สอนไม่รู้เรื่อง สอนไม่สนุก ดุ จู้จี้ขี้บ่น เราต้องหาตำราหลายๆ เล่มมาศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เมื่อไม่เข้าใจให้ปรึกษาผู้รู้ ถามกันอธิบายกันในหมู่เพื่อนๆ เราอดทนในที่สุดเราจะพบว่า เราเป็นคนเก่งคนหนึ่ง

เรื่องที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ โจทย์ปัญหาทุกเรื่อง วิธีการเรียนเรื่องนี้ให้ได้ดีต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจโจทย์เสียก่อน มีคำศัพท์อะไรที่เราไม่รู้จักหรือลืม มีข้อความตอนใดที่เราไม่เข้าใจ เราต้องทำความเข้าใจก่อน โจทย์ถามอะไร และโจทย์กำหนดอะไรมาให้บ้าง อาจวาดภาพช่วย อาจสร้างตารางช่วย ขั้นต่อไปวางแผนแก้ปัญหา และดำเนินการแก้ปัญหา และสุดท้ายเราต้องตรวจสอบคำตอบ ขั้นตอนที่กล่าวมานี้ แนะนำโดย จอร์จ โพลยา ได้รับความนิยมมากว่า 50 ปี ที่สำคัญเราควรฝึกการแก้ปัญหาที่หลากหลายเพื่อสะสมประสบ การณ์ยุทธวิธีการแก้ปัญหา 
ตัวอย่างปัญหาในระดับมัธยมศึกษาที่เด็กในระดับประถมศึกษาก็แก้ได้ “มีนกและหนูรวมกัน 15 ตัว นับขารวมกันได้ 40 ขา ถามว่ามีนกและหนูอย่างละกี่ตัว” เด็กระดับมัธยมศึกษาขึ้นไปมักจะใช้วิธีแก้สมการ เด็กระดับประถมศึกษาจะใช้วิธีวาดภาพ หัว 15 หัว แล้วเติมขาทีละ 2 ขา ได้ 30 ขา เหลือขาอีก 10 ขา นำไปเติมจะได้หนู 5 ตัว เด็กบางคนใช้วิธีลองผิดลองถูกเช่นสมมุติว่ามี นก 7 ตัว มีหนู 8 ตัว แล้วคำนวณขาว่าได้ 40 ขา หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ลดหรือเพิ่มจำนวนตัวสัตว์ไปเรื่อยๆ ก็จะพบคำตอบซึ่งอาจช้า บางคนอาจสร้างตารางแจงนับทุกรูปแบบเริ่มตั้งแต่ นก 1 ตัว หนู 14 ตัว จนถึงนก 14 ตัว หนู 1 ตัว แล้วตรวจสอบนับจำนวนขาจะได้คำตอบเช่นกัน

วิธีหนึ่งสำหรับคนที่มีเวลาน้อย เริ่มด้วยการทบทวนบทนิยาม สูตร กฎ วิธีการจากโน้ตย่อ จากนั้นทบทวนวิธีการแก้ปัญหาจากโจทย์ปัญหาโดยนึกว่าแผนการแก้ปัญหาสำหรับโจทย์ข้อนี้จะเป็นอย่างไรแล้วตรวจสอบจากเฉลยที่เราทำแบบฝึกหัดไว้ เราไม่ต้องลงมือแก้ปัญหาจริง เพียงแต่คิดวิธีการโดยเฉพาะข้อยากเราต้องคิดก่อน แต่ถ้าเรามีเวลามากเราก็อาจทบทวนโดยลงมือแก้ปัญหาอีกครั้งก็จะทำให้เราได้ฝึกฝนความแม่นยำ 


 คนที่เก่งคณิตศาสตร์มีประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะคณิตศาสตร์มิใช่เป็นเพียงราชินีของวิทยาศาสตร์ดังเช่นที่ เกาส์นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้ในอดีตเท่านั้น ปัจจุบันคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานของศาสตร์อีกหลายสาขาเช่น วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ฯลฯ เราลองนึกภาพถ้าเรามีเกษตรกรที่เก่งคณิตศาสตร์ เราคงจะได้ปุ๋ยสูตรใหม่ๆ การกำจัดแมลงวิธีใหม่ หรือพืชพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพเหมาะกับบ้านเรา หรือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทำเกษตรกรรมอย่างคุ้มค่า ตลอดจนแปรรูปผลิตผลทางเกษตรให้เป็นสินค้าที่จะนำรายได้สู่ครอบครัวหรือประเทศ เรามีคนที่มีคุณสมบัติอย่างนี้น้อยมาก

ประเทศชั้นนำของโลกให้ความสำคัญต่อคณิตศาสตร์อย่างยิ่ง บางประเทศพัฒนาเด็กจนสามารถมีเด็กเก่งคณิตศาสตร์ได้ถึงร้อยละ 40 เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน บางประเทศถ้าเห็นว่าคณิตศาสตร์ของประเทศตนแย่ลงเพียงเล็กน้อยก็จะทุ่มเทให้ความสำคัญเช่นสหรัฐอเมริกา แต่ประเทศเรามีคนเก่งคณิตศาสตร์ตามธรรมชาติปริมาณไม่เกินร้อยละ3 โดยที่ความเก่งนั้นเมื่อเทียบกับต่างประเทศเรายังอยู่ในอันดับท้ายๆ เราให้ความสำคัญในด้านนี้น้อยเกินไป ประเทศเรามีนักคณิตศาสตร์ประมาณ 30 คน มีคนเล่าว่าเวียดนามมีถึง 600 คน ปัจจุบันเราต้องจ้างศาตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ชาวเวียดนามมาสอนในมหาวิทยาลัย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=121&post_id=74023&title


เทคนิคทำให้เด็กตั้งใจเรียน
วันที่ 02 พฤศจิกายน 2554
โดย อ.ครรชิต แซ่โฮ่

ธรรมชาติของเด็กนั้นจะให้นั่งนิ่งๆ หรือมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานๆ เป็นเรื่องเป็นไปได้ยาก ดังนั้นครูจึงต้องใช้เทคนิควิธีที่จะช่วยดึงสมาธิของเด็กให้กลับมาสนใจอยู่กับสิ่งที่ครูต้องการให้เด็กเรียน เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ที่ครูต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวของเด็ก

ข้อแนะนำต่อไปนี้ จะช่วยให้ครูเรียกสมาธิและความตั้งใจเรียนของเด็กให้กลับคืนมาได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ   

  1. ครูต้องแสดงออกถึงพลังและความกระตือรือร้นอยู่เสมอในเวลาที่อยู่กับเด็ก อาทิเช่น อย่าเอาแต่ยืนนิ่งๆ อยู่กับที่ ให้เดินไปเดินมาบ้างและคอยพูดคุยสื่อสารกับเด็กอยู่เสมอ ครูควรปฏิบัติทั้งสองเรื่องนี้ควบคู่กันไป พร้อมกับหากิจกรรมที่สนุกสนานให้เด็กทำ
  2. การเรียนการสอนควรเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมด้วย ไม่ควรยืนพูดหน้าชั้นอย่างเดียว และครูควรตั้งคำถามบ่อยๆ ทั้งคำถามที่ต้องการคำตอบและไม่ต้องการคำตอบ ในการสาธิตอะไรต่างๆ ให้เด็กดู ครูอาจเป็นคนเริ่มต้นคำถามโดยให้เด็กเป็นคนต่อจนจบ ครูอาจจะทำอะไรบางอย่างให้เด็กดู แล้วถามว่า “ทำไมครูถึงทำอย่างนั้น?” มากกว่าการอธิบายเองทั้งหมด
  3. ครูควรทำสิ่งต่อไปนี้บ่อยๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ คือให้เด็กๆ เขยิบมานั่งใกล้ๆ ครูในขณะที่ครูกำลังจัดการเรียนการสอนหรือแสดงอะไรบางอย่างให้เด็กดู อาจให้เด็กนั่งขัดสมาธิบนพื้นก็ได้
  4. เมื่อเด็กตั้งคำถาม ให้ครูโยนลูกไปให้เพื่อนนักเรียนด้วยกันเป็นคนตอบ โดยครูควรแน่ใจว่าเด็กคนแรกที่ครูเรียกเป็นคนที่รู้คำตอบนั้นๆ ดี เพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับการเรียนรู้จากกันและกัน
  5. ให้ครูชี้ตัวเด็กเมื่อต้องการให้เด็กตอบคำถาม แทนที่จะใช้วิธีเรียกชื่อ เนื่องจากเด็กจะไม่สนใจเรียนจนกว่าจะได้ยินครูเรียกชื่อตนเอง การใช้วิธีชี้ตัวจะทำให้เด็กๆ ทุกคนในห้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องที่กำลังเรียน
  6. ในกิจกรรมที่ครูเคยเรียกเด็กให้ร่วมแสดงความเห็น ให้ครูเรียกเด็กคนนั้นซ้ำอีก มิเช่นนั้นเด็กที่ถูกเรียกให้ตอบหรือครูขอความเห็นแล้ว จะหมดความสนใจในการเรียนทันที การเรียกซ้ำจะช่วยให้เด็กตั้งใจเรียนต่อไป
    หากเด็กคนใดแสดงท่าทีกระตือรือร้นอยากแสดงออก ครูควรมอบหมายให้เด็กเป็นคนรับผิดชอบงานบางอย่าง อาทิ การเล่นเกมในห้อง หรือการทำกิจกรรมบางอย่าง อย่างน้อยที่สุดเด็กคนดังกล่าวจะเรียนรู้ทักษะความรับผิดชอบ
  7. ในขณะที่ครูกำลังสาธิตหรือแสดงบางสิ่งให้เด็กกลุ่มหนึ่งดู ให้ครูตั้งคำถามหรือดึงเด็กจากกลุ่มอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยโดยไม่ให้รู้ตัวล่วงหน้า เพื่อที่เด็กทุกกลุ่มจะได้ตั้งใจเรียนแม้ว่าครูจะไม่ได้สื่อสารกับกลุ่มเหล่านั้นโดยตรงก็ตาม
  8. เมื่อถึงเวลาที่ครูต้องเรียกเด็กๆ กลับมาประจำที่หลังจากที่ทำงานกลุ่มแล้ว วิธีที่ดีคือ ไม่ต้องใช้คำพูด แต่ให้ใช้สัญญาณดีดนิ้วให้จังหวะแทน เด็กบางคนจะเริ่มสังเกตสัญญาณดังกล่าวและปฏิบัติตาม ในไม่ช้าเด็กๆ ทั้งชั้นก็เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามพร้อมกัน อย่างไรก็ดี ครูไม่ควรใช้วิธีปรบมือให้สัญญาณ เพราะเสียงจะดังเกินไปและอาจทำให้เด็กตกใจได้
  9. ครูไม่ควรผูกขาดการเรียกชื่อเด็กให้เข้าร่วมกิจกรรมแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้เป็นผู้เลือกเพื่อนในชั้นเรียนเองบ้างด้วย
  10. พยายามใช้ประโยชน์จากความรู้ที่เด็กมี เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เด็กหมดความสนใจในการเรียนคือ ครูมักคิดว่าเด็กอายุยังน้อยหรือมาจากครอบครัว/ชุมชนที่มีพื้นความรู้และประสบการณ์แตกต่างไปจากของครู หากครูรู้จักเลือกใช้ตัวอย่างจากโลกที่เด็กรู้จัก เด็กๆ จะเกิดความตื่นตัวที่จะเรียนรู้
  11. พยายามสื่อสารกับเด็กด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่าย อย่าทำให้เด็กเกิดความสับสนกับการใช้ศัพท์วิชาการยากๆ โดยครูควรเลือกใช้คำง่ายๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกันแทน
  12. เวลาที่ครูต้องพาเด็กออกไปทัศนศึกษานอกห้องเรียน หมั่นเปลี่ยนวิธีเดินเรียงแถวทุกครั้ง เช่น อาจให้เด็กเดินตามลำดับความสูง ตามวันเกิด หรืออาจให้เด็กหญิงเดินสลับกับเด็กชาย เป็นต้น ในขณะที่เดิน ให้เด็กนับสิ่งต่างๆ ที่พบเจอรอบตัว เช่น รถยนต์ อาคารบ้านเรือน ต้นไม้ ฯลฯ เพื่อฝึกทักษะด้านการสังเกตและด้านคณิตศาสตร์ไปในตัว
  13. บางครั้งครูไม่ควรให้ความสนใจจนเกินไปกับเด็กที่สร้างปัญหาในห้อง เช่น เด็กที่ชอบพูดคุย ยั่วแหย่เพื่อน ฯลฯ โดยเฉพาะหากการสนใจนั้นทำให้บรรยากาศของห้องเรียนทั้งหมดสะดุดลง หรือในกรณีที่ห้องเรียนมีนักเรียนจำนวนมากกว่า 20 คนขึ้นไป วิธีที่ดีที่สุดประการหนึ่งคือพยายามให้เด็กทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียน บางครั้งเด็กอาจจะสร้างปัญหาบางอย่างขึ้นมาอีก แต่พฤติกรรมเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่นาน ถ้าเด็กเห็นว่าเพื่อนๆ กำลังเรียนสนุกและไม่สนใจตน

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างและแนวทางที่ครูสามารถเลือกนำไปปฏิบัติเพื่อให้เด็กๆ ในห้องตั้งใจเรียนและเกิดสมาธิในการเล่าเรียนมากขึ้น ผลดีที่เกิดขึ้นคือนอกจากจะทำให้ครูเหนื่อยน้อยลงแล้ว ยังจะช่วยให้เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

อ้างอิง http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=fino4710&date=20-07-2009&group=57&gblog=5


เรียนอย่างไรให้เก่ง
วันที่ 01 พฤศจิกายน 2554
โดย อ.ครรชิต แซ่โฮ่

หลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนหนังสือ 6 ประการ ซึ่งมีผู้นำไปปฏิบัติแล้วได้ผลดีมีดังนี้

1. สะสม (Gradual) เรียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะสมวันละนิดไม่ใช่หักโหมก่อนสอบ

2. ทำซ้ำ (Repetition) ทบทวน ท่อง และทำแบบฝึกหัดซ้ำ ๆ

3. ย้ำรางวัล (Reinforcement) ควรให้รางวัลตัวเองเมื่อ ทำงานสำเร็จในแต่ละครั้งเพื่อให้ขยันขึ้น

4. ขยันคิด (Active Learning) จงใส่ใจคิดตามเสมออย่าฟังหรืออ่านไปเรื่อย ๆ

5. ฟิตปฏิบัติ (Practice) ต้องลงมือปฏิบัติให้เกิดความชำนาญไม่ใช่รู้แต่ทฤษฏีอย่างเดียว การลงมือปฏิบัติจริงจะทำให้จำแม่นยำเกิดการถ่ายโยงความจำระยะสั้นให้เป็นระยะยาว

6. หาทางบังคับตัวเอง (Stimulus Control) โดยอาศัยการจัดสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเร่งและกระตุ้น

         จากหลักการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน 6 ประการดังกล่าว ถ้าเราปฏิบัติตนให้ถูกวิธี เราจะประสบผลสำเร็จ มีผู้เสนอข้อปฏิบัติตนที่ดีไว้มากมาย

          ต่อไปนี้เป็นข้อปฏิบัติตนที่ได้คัดเลือกให้ท่านลองนำไปปฏิบัติดูเพียง 5 ข้อ

 1. เวลาฟังอาจารย์สอนหรือเวลาอ่าน ต้องคิดตาม ถาม จด ตลอดเวลา ถ้าไม่เข้าใจควรจดคำถามไว้เพื่อคิดค้นคว้าหรือถามผู้รู้ต่อไป

 2. หามุมที่ใช้เป็นที่ดูหนังสือหรือทำการบ้านที่จะทำให้มีประสิทธิภาพ

 3. จัดเวลาสำหรับทบทวนสิ่งที่เรียนมา หรืออ่านล่วงหน้าสิ่งที่จะเรียนต่อไป และถ้าปฏิบัติตามที่กำหนดได้ควรให้รางวัลตัวเอง เช่น ได้ขนม ได้เล่น ได้ฟังเพลง ดูทีวี ได้ออกกำลัง เป็นต้น ถ้าทำไม่ได้ตามกำหนดควรหาเวลาชดเชย

 4. ท่องหนังสือกับเพื่อน อย่าหวงวิชา แบ่งปันความรู้อธิบายให้กันและกัน อย่าช่วยเหลือเพื่อนในทางที่ผิด เช่น ทุจริตเวลาสอบ หรือให้ลอกงานโดยไม่เข้าใจ

 5. ฝึกศึกษาด้วยตนเอง มิใช่ต้องเรียนจากครูเพียงอย่างเดียว การศึกษาด้วยตนเองต้องใช้สมาธิมาก ต้องทำความเข้าใจจดสาระสำคัญต่าง ๆ ลงในโน้ตย่อ จดสิ่งที่ไม่เข้าใจไว้ค้นคว้าต่อไป

         ขอให้ท่านลองปฏิบัติตาม 5 ข้อนี้ โปรดสำรวจตัวท่านเองทุกสัปดาห์ว่า ท่านยังขาดข้อใดบ้างพยายามปรับปรุงทำให้ได้ ต้องอดทน แม้ว่าจะเป็นนิสัยเดิมก็ตาม ถ้าท่านทำได้รับรองว่าท่านจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเรียนคนหนึ่งแน่นอน

         หากท่านยังไม่สามารถปฏิบัติตนดังกล่าวได้ ท่านต้องหาสาเหตุอื่น ๆ อีกเช่น ท่านขาดแรงจูงใจในการเรียนหรือไม่ เวลาทำใจไม่จดจ่อ (ขาดสมาธิ) ใช่หรือไม่ อ่านเท่าไรก็ไม่จำ (อ่านไม่เป็น) ใช่หรือไม่คิดเท่าไรก็ไม่ออก ใช่หรือไม่


ทำอย่างไรนักเรียนจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์
วันที่ 01 กรกฎาคม 2554
โดย อ.ครรชิต แซ่โฮ่

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักเรียนประสบปัญหาในการเรียนคณิตศาสตร์ก็คือ นักเรียนไม่ทราบว่า ”จะเรียนคณิตศาสตร์อย่างไร กุญแจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์ก็คือ นักเรียนต้องฝึกฝนทำ คณิตศาสตร์เป็นประจำ” ฟังดูแล้วไม่น่าแปลกอะไรเลย เพราะว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาทักษะ การเรียนคณิตศาสตร์เหมือนการเรียนเปียโน หากขาดการฝึกซ้อมก็คงเป็นนักเปียโนที่เก่งไม่ได้ การทำโจทย์เลขทุกวันจะช่วยให้นักเรียนเก่งเลขนอกจากนี้ ยังมีข้อคิดอื่น ๆ ที่จะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์ กล่าวคือ

1. การเข้าเรียนอย่างสมํ่าเสมอ
2. เมื่อไม่เข้าใจอะไรก็ถามครูผู้สอนทันที
3. ศึกษาอ่านตำราเองเพิ่มเติม
4. ก่อนที่จะลงมือทำการบ้าน ควรทบทวนความรู้ที่ครูสอนมาแล้วทุกครั้ง
5. ทำการบ้านหลังจากศึกษาอ่านตำราเพิ่มเติม
6. ทำงานด้วยความประณีต
7. หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้ว ควรทบทวนตำราอีกครั้ง
8. ลองทำแบบทดสอบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนไปแล้ว
9. เก็บรวบรวมข้อสอบที่ครูได้ทำการทดสอบย่อย ๆ ไว้ แล้วนำมาทบทวนอีกภายหลัง
10. ไม่ต้องวิตกกังวลหากยังไม่เข้าใจเนื้อหาใหม่ ๆ ให้อ่านตำราและศึกษาเพิ่มเติมให้มากขึ้น

นั่นก็เป็นข้อคิดของ Margaret L. Lial และ E. John Homsby, Jr. ที่แนะนำ นักเรียนในการเรียนคณิตศาสตร์ในตำรา Beginning Algebra ซึ่งผู้เรียบเรียงหวังว่าข้อคิดดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กไทยเช่นกัน จำไว้อย่างหนึ่งว่า การเรียนคณิตศาสตร์นั้นนอกจากนักเรียนจะต้องเรียนเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจแล้ว ก็จะต้องให้เกิดทักษะด้วยจึงจะเกิดประโยชน์ เพราะสามารถนำความรู้นั้นไปใช้ได้ทุกเมื่อ การฝึกทักษะคณิตศาสตร์เป็นประจำจะช่วยให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์เช่นกัน และก็จะเป็นกุญแจสำคัญนำ นักเรียนไปสู่ความสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์ขอให้นักเรียนหมั่นฝึกฝนทำ โจทย์เลขเป็นประจำ จะได้ประสบความสำ เร็จในการเรียนคณิตศาสตร์กันทุกคน 

  ขอขอบคุณ ดร.ปานทอง กุลนาถศิริ, ผู้เชี่ยวชาญ
  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


วิธีเรียนคณิตให้เก่ง เรียนคณิตศาสตร์อย่างไรให้ได้ดี
วันที่ 29 พฤษภาคม 2554
โดย อ.ครรชิต แซ่โฮ่

            เชื่อว่าผู้เรียนหลายคนคงจะพบปัญหากับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แล้วเราจะมีวิธีเรียนคณิตให้เก่ง เรียนคณิตศาสตร์อย่างไรให้ได้ดี วันนี้จะได้พบกับกลเม็ดเคล็ด (ไม่) ลับสำหรับการเรียนคณิตศาสตร์เราต้องเริ่มฝึกฝนการเป็นผู้เรียนที่ดี โดยสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

  1. เวลาฟังครู หรือเวลาอ่าน ต้อง คิด ถาม จด ถ้าไม่เข้าใจควรจดคำถามไว้เพื่อคิดค้นคว้า หรือ ถามผู้รู้ต่อไป
  2. หมั่นดูหนังสือหรือทำการบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ควรหามุมอ่านหรือทำการบ้านที่เหมาะสมกับตนเอง
  3. จัดเวลาสำหรับทบทวนสิ่งที่เรียนมา หรืออ่านล่วงหน้าสิ่งที่จะเรียนต่อไป และถ้าปฏิบัติตามที่กำหนดได้ควรให้ รางวัลตัวเอง เช่น ได้ขนม ได้เล่น ได้ฟังเพลง ดูทีวี ได้เล่นกีฬา เป็นต้น ถ้า ทำไม่ได้ตาม กำหนดควรหาเวลาชดเชย
  4. ทบทวนความรู้กับเพื่อน อย่าหวงวิชา แบ่งปันความรู้อธิบายให้กันและกัน อย่าช่วยเหลือเพื่อนในทางที่ผิด เช่น ทุจริตเวลาสอบ หรือให้ลอกงานโดยไม่เข้าใจ
  5. ศึกษาด้วยตนเอง มิใช่ต้องเรียนจากครูเพียงอย่างเดียว การศึกษาด้วยตนเองจากตำราหลายๆ เล่ม ต้องทำ ความเข้าใจจดสาระสำคัญต่าง ๆ ลงในโน้ตย่อ จดสิ่งที่ไม่เข้าใจไว้ค้นคว้าต่อไป ถ้าต้องการเชี่ยวชาญ คณิตศาสตร์ ต้องหมั่นหาโจทย์แปลกใหม่มาทำมาก ๆ เช่นโจทย์แข่งขัน เป็นต้น
  6. รู้ ๆ กันอยู่ว่า คณิตศาสตร์มีสูตร มีทฤษฎีมากมาย ทำอย่างไรถึงจะจำได้หมดล่ะ ? เราต้องเรียนด้วยความเข้าใจเสียก่อน จากนั้นเราต้องหมั่นทบทวน ก่อนอื่นเราจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ การจำการลืมก่อน

           ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า เราควรทำความเข้าใจกับเรื่องนั้นๆเสียก่อน และหมั่นทบทวนทุกวันด้วย อ้อ อีกนิดหนึ่ง ถ้าอยากจำได้ดีและเข้าใจในเรื่องนั้นๆมากขึ้น เราควรที่จะ มองเปรียบเทียบคณิตเรื่องนั้นกับ เรื่องราวในชีวิตประจำวัน เช่น มองสิ่งต่างๆที่พบเจอเป็นคณิตศาสตร์ เป็นต้น

แล้วถ้า เกิดไม่ชอบวิชานี้เอามากๆ จะทำอย่างไรดีล่ะ ?

**สาเหตุที่ เรียนคณิตศาสตร์ได้ไม่ดีของหลาย ๆ คน มักมาจากการที่ไม่ชอบวิชานี้เอามากๆ ทำยังไงก็อ่านมันไม่เข้าใจ ทำใจให้ชอบมันไม่ได้เสียที มีหลักการง่ายๆที่ว่า ถ้าไม่ชอบมัน ก็เกลียดมันเสียเลยค่ะ คิดซะว่ามันเป็นคู่ต่อสู้ของเรา เราต้องเอาชนะมันให้ได้ อย่าไปยอมแพ้มัน ถ้าเกิดเรายอมแพ้แก่มัน…แล้วเราก็จะไม่มีวันชนะมันได้สักที ใช่ไหมล่ะค่ะ??

**สำหรับผู้ที่ไม่ชอบชอบวิชานี้ลองเปิดใจ เปลี่ยนทัศนคติใหม่ เปิดใจยอมรับ และมองในแง่ที่ดีกว่านี้ และก็ต้องขยันให้มาก ๆ 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://math.thepbodint.ac.th/topmenu.php?c=listknowledge&q_id=542


คุณเป็นครูคณิตศาสตร์ที่ไร้อารมณ์ขันหรือไม่ ?
วันที่ 30 พฤษภาคม 2554
โดย อ.ครรชิต แซ่โฮ่

ภาพของครูคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่มักถูกมองว่าเคร่งเครียด เอาจริงเอาจัง น่ากลัว ดุ
             
จากผลการสำรวจความต้องการครูคณิตศาสตร์ของเด็กประถมศึกษาระดับป. 3 และ ป.6 พบว่า นักเรียนร้อยละ 80 % ต้องการครูคณิตศาสตร์ที่สอนเข้าใจง่ายและสอนสนุก
            จากผลการสำรวจเด็กเก่งที่สอบชิงทุนคณิตศาสตร์โอลิมปิกจาก 73 จังหวัดและสำรวจเด็กเก่งที่สอบแข่งขันของสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระราชนูปถัมภ์พบว่า 75 % ชอบครูคณิตสาสตร์ที่สอนสนุก
            และจากการสำรวจของดุสิตโพลเกี่ยวกับครูในดวงใจศิษย์ปี 2543 พบว่าเด็กชอบครูที่สอนสนุกเป็นอันดับ 3 จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารโรงเรียนพบว่า 9 ใน 10 คนเห็นว่าครูคณิตศาสตร์ดุ เคร่ง เครียด ครูหลายคนพยายามนำ เกม นำ เพลงมาประกอบการสอนให้สนุก บางคนเป็นนักเล่านิทาน ครูคณิตศาสตร์อาจลืมสิ่งหนึ่งที่อาจมีหรือสร้างขึ้นได้ในตัวครูได้ ก็คือ อารมณ์ขันหลายคนที่เห็นความสำคัญของอารมณ์ขันเชื่อว่า

“อารมณ์จะช่วยขยายขีดความสามารถทั้งด้านการสอนของครูและด้านการเรียนของนักเรียนให้เรียนรู้แจ้งยิ่งขึ้นกว่าปกติ”

            จากการศึกษาเรื่องการปรุงรสด้วยอารมณ์ขัน ซึ่งเรียบเรียงโดย รศ.ดร.หทัย ตันหยงพบว่าปลายศตวรรษที่ 20 มีความเคลื่อนไหวในการศึกษาด้านอารมณ์ขันกับการสอนได้มี การประชุมสัมมนาอาจารย์ในสหรัฐที่ West La Fayett Indiana ถึง 3 ครั้ง มีการสรุปแนวคิดเกี่ยวกับอารมณ์ขันเป็นโลกทรรศน์ไว้ดังนี้

             โลกทรรศน์ที่ 1 อารมณ์ขันทำ ให้ชีวิตในห้องเรียนมีสุข ยิ้มย่องผ่องใส ทำให้การสอนเป็นไปอย่างราบรื่น และเกิดภาวะการเรียนรู้แจ้งได้โดยง่าย
              โลกทรรศน์ที่ 2 อารมณ์ทำ ให้ประตูใจของผู้สอนและผู้เรียนเปิดกว้างเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์กันโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง
              โลกทรรศน์ที่ 3 อารมณ์ขันปลุกจิตสำ นึกของทุกคนในห้องเรียนให้เห็นคุณค่าของการทำ งานร่วมกันอย่างมีความสุข
              โลกทรรศน์ที่ 4 อารมณ์ขันเป็นนิมิตรหมายของความจริงใจที่จะมองเห็นความเสมอกันของเพื่อนมนุษย์ในห้องเรียน โดยปราศจากความเหลื่อมลํ้า ความมีปมด้อยความได้เปรียบเสียเปรียบกันและกัน
              โลกทรรศน์ที่ 5 อารมณ์ขันสร้างสรรค์บรรยากาศของความอบอุ่น ความรักความเมตตาซึ่งกันและกันที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
              โลกทรรศน์ที่ 6 อารมณ์ขันช่วยพัฒนาบุคลิกภาพทั้งด้านผู้สอนและผู้เรียนให้เกิดความเชื่อมั่นโดยปราศจากความกลัว ความขัดแย้ง และความเคอะเขิน
              โลกทรรศน์ที่ 7 อารมณ์ขันช่วยเพิ่มขีดความสนใจความตั้งใจ กระตุ้นให้กระตือรือร้นในการสอน และอารมณ์ขันก็เป็นตัวยาทำ ลายเชื้อโรคความเหนื่อยหน่ายขจัดอุปสรรคในการทำ งานให้เบาบางหมดสิ้นไป
              โลกทรรศน์ที่ 8 อารมณ์ขันช่วยสร้างสภาพการประจักษ์ตน (Self – actualization)ให้แก่ผู้เรียนซึ่งเป็นหนทางให้ผู้เรียนเป็นตัวของตัวเอง พึ่งตนเองทำ ด้วยตนเอง แก้ปัญหาของตนเองได้
              โลกทรรศน์ที่ 9 อารมณ์ขันช่วยสร้างแรงกระตุ้นที่ทำ ให้จิตสำ นึกของผู้เรียนตื่นตัวขจัดนิวรณ์ความง่วงเหงาหาวนอนให้หมดไป สามารถควบคุมตัวเองให้มีสมาธิตั้งจิตมั่นในการทำ งานทุกประเภท
             โลกทรรศน์ที่ 10 อารมณ์ขันเป็นนิมิตรหมายของเสรีภาพ สรรสร้างความรู้สึกของผู้เรียนปลอดโปร่งโล่งใจ ผ่อนคลายเสมือนได้ปลดปล่อยตนเองจากเครื่องพันธนาการไปสู่ความมีอิสระเสรี
              โลกทรรศน์ที่ 11 อารมณ์ขันช่วยคลี่คลายสถานการณ์ทุกกาลเทศะ เพื่อให้ผู้สอนและผู้เรียนตั้งสติคุมสติ พิจารณาตนเอง ไตร่ตรองเหตุผล ปรับปรุงตนเองให้เข้ากับสถานการณ์แวดล้อมได้อย่างเหมาะสม
             โลกทรรศน์ที่ 12 อารมณ์ขันเป็นเหมือนโอสถสวิเศษที่นายแพทย์เยียวยาอาการทรุดโทรมทั้งทางร่างกายและจิตใจให้ผู้สอนและผู้เรียนกลับฟื้นคืนสู่สภาพปกติโดยปราศจากอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ
             โลกทรรศน์ที่ 13 อารมณ์ขันสร้างความรู้สึกร่วมสมัยผสมผสานกลมกลืน อดีต –ปัจจุบันอนาคต ขจัดช่องว่างระหว่างบุคคลได้เป็นอย่างดี ทำ ให้มนุษย์ยังอยากอยู่ร่วมกัน

             โลกทรรศน์ต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้จะช่วยปลุกจิตสำ นึกให้ครูผู้สอนเกิดแนวคิดใหม่ ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดและคิดได้อย่างสนุกสนานคุณค่าของอารมณ์ขันในตัวครู Claudia E. Cornett ครูอเมริกันท่านหนึ่งกล่าวถึงคุณค่าของอารมณ์ขันในตัวครู 13 ประการว่า

  1. ครูอารมณ์ขันจะมีนิสัยชอบฝึกตนเองให้ใฝ่อารมณ์ขันเป็นนิจและจะกระตุ้นตนเองให้มีจุดยืนอยู่ในบุคลิกภาพอารมณ์ขันด้วยศรัทธาเป็นชีวิตจิตใจ
  2. ครูอารมณ์ขันจะใช้อารมณ์ขันเป็นเครื่องปรับอากาศให้ห้องเรียนเย็นฉํ่าคลายร้อน เพื่อให้ผู้เรียนสร้างสรรค์อย่างสุขเสรีอยู่ตลอดเวลาไม่ส่างซา
  3. ครูอารมณ์ขันจะใช้อารมณ์ขันผูกพันสมานมิตรให้ผู้เรียนรักใคร่ปรองดองสนิทสนมกลมเกลียวเกิดเอกภาพในห้องเรียนโดยไม่มีบรรยากาศขุ่นเครียดแม้แต่น้อย
  4. ครูอารมณ์ขันจะรํ่ารวยอารมณ์ขันและรู้จักแสวงหาอารมณ์ขันมาเสริมบทเรียนโดยไม่หมดสิ้น อารมณ์ขันของเขาเหมือนพืชผักงอกงามขึ้นใหม่เสมอ (เพราะถ้าใช้มุขขันซํ้าจะไม่ขำ)
  5. ครูอารมณ์ขันดูจะฉลาดกว่าใคร ๆ ในการแก้ปัญหาอันเป็นอุปสรรคกีดขวางการทำ งานร่วมกัน
  6. ครูอารมณ์ขันเฉลียวฉลาดกว่าที่คิดเพราะเขาสามารถใช้ทรัพยากรทางวัฒนธรรมพื้นฐานของผู้เรียนมาสร้างโดยไม่หมดมุขขัน
  7. ครูอารมณ์ขันมักจะเป็นคนสุขภาพดี อารมณ์ดีไม่ค่อยป่วยไข้อย่างคนอื่นอารมณ์ขันจะช่วยให้ร่างกายของเขาสดชื่น ผ่องใส ดูมีสง่าราศีกว่าพวกอารมณ์เครียดซึ่งใบหน้ามักจะหมองคลํ้า
  8. ครูอารมณ์ขันมักจะสร้างสรรค์ให้ทุกแห่งน่าอยู่ ชักจูงให้ทุกคนมองโลกในแง่บวกไม่ว่าเจตคติหรือมโนภาพของเขาที่แสดงออกล้วนแต่เป็นสิ่งที่ควรอภิรมณ์ยินดีทั้งสิ้น
  9. ครูอารมณ์ขันมีความเชี่ยวชาญในการสร้างแรงจูงใจ และเสริมแรงในการเรียน(Learning Motivation and Reinforcement) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  10. ครูอารมณ์ขันจะถือว่าอารมณ์ขันเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียน
  11. ครูอารมณ์ขันเป็นคนมีนิสัยรักการอ่าน เพราะการอ่านจะช่วยให้เกิดอารมณ์สร้างสรรค์แปลก ๆ ใหม่ ๆ โดยไม่หมดมุขขัน
  12. ครูอารมณ์ขันมีความประจักษ์ตนว่า อารมณ์ขันเป็นบุคลิกภาพที่ดีของครูพึงรักให้คงอยู่ตลอดไป
  13. ครูอารมณ์ขันย่อมประจักษ์ในคุณค่าของภาวะสุขารมณ์ว่าเป็นหัวใจของการดำรงชีวิตที่ควรจะอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่อย่างถาวรสมํ่าเสมอ

เรียบเรียงจาก รศ.ดร.สมวงษ์ แปลงประสพโชค