Thai Teachers TV Blog | สมัครสมาชิก | ติดต่อโทรทัศน์ครู
อ.เฉลิมลาภ ทองอาจ
ปฏิทิน
<< ตุลาคม 2556>>
อา.จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.
293012345
6789101112
13141516171819
20212223242526
272829303112
เรื่องล่าสุด
 
หลักสูตรที่ไร้เป้าหมาย จะเรียกว่าหลักสูตรอย่างไรได้
วันที่ 15 ตุลาคม 2556
โดย อ.เฉลิมลาภ ทองอาจ

 

หลักสูตรที่ไร้เป้าหมาย จะเรียกว่าหลักสูตรอย่างไรได้

 

 

เฉลิมลาภ  ทองอาจ 

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม 

คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 

 

          นักเดินทางที่ค้นหาความเป็นไปของโลก อาจแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มที่มีเป้าหมายชัดเจน ว่าท้ายที่สุดแล้ว ตนเองจะหยุดพัก ชื่นชมความงามที่ตนเองต้องการ ณ ที่ใด ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือ  กลุ่มที่ออกเดินทางไปเรื่อย ๆ ไม่มีเป้าหมายหรือพิกัดที่แน่นอนในทางสถานที่ แต่มีเป้าหมายในใจ คือ เพื่อค้นหาจุดหมายสุดท้ายในจิตของตนเอง เป็นการเดินทางเพื่อสั่งสมประสบการณ์ระหว่างทาง แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด ท้ายที่สุดแล้ว   คณะนักเดินทางต่างย่อมมี “เป้าหมาย”  บางประการ ใกล้บ้าง ไกลบ้าง ก็เป็นเรื่องที่แต่ละคนประสงค์ไว้ 

 

           หากจะเปรียบกระบวนการศึกษาเรียนรู้ของคน ก็เหมือนกับการเดินทางไปบนเส้นทางอย่างหนึ่ง ระยะแห่งการก้าวเดินนั้น สำหรับแต่ละคน มีช่วงสั้นกว้างยาวแตกต่างกันออกไป ตามศักยภาพ และปัจจัยสนับสนุน  แต่เดิมมาเส้นทางเหล่านี้ แต่ละคนเป็นผู้เลือกและขีดเส้นกำหนดด้วยตนเอง  แต่ด้วยจำนวนคนที่มากขึ้น  ปัจจัยหรือทรัพยากรที่มีก็จำกัด ทำให้สังคมเริ่มคิดว่า คงจะไม่สามารถปล่อยให้แต่ละคน ต่างคนต่างเดินในเส้นทางสายการศึกษาได้อีกต่อไป  เมื่อเริ่มแผ้วถาง  ตัดทางสร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนทุกคน เรียนรู้ในสิ่งที่เหมือนกันแล้ว  เมื่อนั้นเอง เส้นทางหรือลู่วิ่ง ที่ทุกคนจะต้องก้าวไปก็ถือว่าเริ่มต้นขึ้น และคำว่า “หลักสูตร” ก็เริ่มเกิดขึ้นนับแต่ครั้งกระนั้น 

 

          สถาบันการศึกษาอาศัยหลักสูตร เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคนให้เป็นไปตามที่สังคมมุ่งหวัง  ด้วยมิติของการศึกษาอันเป็นเรื่องของระบบการผลิต และการพัฒนาทุนมนุษย์  หลักสูตรจึงเป็นเส้นทางที่ทุกคนจะต้องก้าวเดินเจริญรอยตาม ๆ กันไป และท้ายที่สุด จะได้รับตราประทับอย่างหนึ่ง ที่ผู้สร้างทางนั้นสมมติขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์อันการที่ผู้เรียนเดินทางมาถึงเส้นชัย  แต่ชัยชนะอันเป็นความสำเร็จนั้น จะได้มาอย่างไรเล่า หากผู้เดิน ซึ่งก็คือเยาวชนทั้งหลาย หาได้รู้เลยว่า จุดหมายปลายทางที่พวกเขากำลังฝ่ากัน ก้าวเดินไปอย่างยากลำบากนั้นคือที่ใด 

 

          หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ที่มีการนำเสนอแนวคิดและการจัดทำอยู่ เพื่อให้มาทดแทนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นั้น  แม้จะเป็นหลักสูตรที่มุ่งหวังด้วยเจตนาดีว่า จะทำให้ผู้เรียนได้ย่นย่อเส้นทางการศึกษาให้สั้นลง และไม่ต้องแบกสัมภาระอันหนาหนักมากเกินความจำเป็น  แต่ก็มีจุดให้ต้องวิพากษ์ว่า  จะยังคงเป็นหลักสูตรที่ปราศจากเป้าหมายในการพัฒนาหรือไม่  เพราะจนแม้แต่ในปัจจุบันนี้ ก็มิได้มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหลักสูตร ออกมานำเสนอว่า  อะไรคือเป้าหมายของหลักสูตร อะไรที่สิ่งที่ต้องเร่งสร้าง อะไรคือศักยภาพที่อ่อนด้อย  หรือควรเร่งทำให้เกิดมีขึ้นในเยาวชนไทยหรือคนรุ่นใหม่  เพราะการทราบว่า ภาระของการเดินทางบนเส้นทางการศึกษาน้อยลงนั้น  ไม่ได้ทำให้การเดินทางก้าวไปในเส้นทางสายนี้มีประสิทธิภาพแต่อย่างใดเลย เพราะจะอย่างไรเสีย  ทุกฝ่ายก็จะยังคงรู้สึกว่า  การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางไร้จุดหมาย  น่าเป็นห่วงและน่าใจหาย   เพราะที่สุดแล้ว  ผู้เดินและผู้ดูแลการเดินทาง       กลับมองไม่เห็นเป้าหมายอันเป็นปลายทางที่ชัดเจนแต่อย่างใดเลย

 

          ทฤษฎีการพัฒนาหลักสูตรส่วนใหญ่ มักจะให้ผู้พัฒนาหลักสูตรเริ่มต้นคิดจากเป้าหมายของการพัฒนาเสียก่อน  ว่าเราต้องการคนแบบไหน มีความสามารถอะไร ทำอะไรได้ จากนั้นจึงนำเป้าหมายนั้นมากำหนดว่า เขาควรจะได้รับประสบการณ์หรือทำไป  แต่แนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ คาดว่าสิ่งที่ผู้สร้างหลักสูตรคิดคือ  เยาวชนไทยควรจะเรียนอะไร อันเป็นแต่การมองแต่เพียงในด้านของสาระความรู้เท่านั้น  หาได้คำนึงถึงเป้าหมายไม่  เช่นนี้ ในทางหลักสูตรแล้ว ย่อมอาจจะก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การทำให้กระบวนการเรียนการสอนในสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ไม่ส่งผลให้เกิดผลตามเป้าประสงค์  เพราะอะไร หากมิใช่เป้าประสงค์ที่ว่านั้น  ไม่มีหรือไม่ปรากฏชัดเจนในการร่างหลักสูตรนั่นเอง 

 

          แม้ผู้สร้างหลักสูตรอาจกล่าวอ้างว่า  มีการระบุถึงทักษะหรือคุณลักษณะใหม่ ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในผู้เรียนแล้ว จำนวนมากมายหลายประการด้วยกัน  แต่ไม่ปรากฏเลยว่า  เพื่อให้ไปเกิดทักษะเหล่านั้น อะไรคือสิ่งที่ต้องเรียน อะไรคือกระบวนการเรียน และอะไรคือการประเมินว่า ได้เกิดทักษะเหล่านั้นขึ้นจริง ๆ  แล้ว ท้ายที่สุด คำถามย่อมกลับมาสู่ประเด็นที่ว่า  แล้วทักษะเหล่านั้น ผู้กำหนดเป็นใคร  ผู้เรียนมีส่วนกำหนดหรือมีความต้องการที่จะให้ตัวตนของเขาเป็นเช่นนั้นจริง  ๆ หรือไม่  ประเด็นเหล่านี้  คาดว่าผู้สร้างหลักสูตรจะไม่ตอบหรือตอบก็คงเป็นแบบเลี่ยง ๆ ไปเสีย  เพราะถือหลักที่ว่า  เราต้องการให้เยาวชนเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ มิได้ให้เยาวชนมากำหนดเอาเองว่า ตนเองประสงค์จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อย่างใดไม่ 

 

          เมื่อหลักสูตรกลายเป็นผลงานของคนกลุ่มหนึ่ง  ที่เลือกว่า คนอีกกลุ่มหนึ่งควรจะเรียนอะไร เมื่อนั้น หลักสูตรก็สูญเสียหลักการประชาธิปไตยไปเสียสิ้น  การศึกษาที่ไร้ทางเลือกเช่นนี้  จะยังเป็นทางออกให้แก่สังคมไทยได้หรือไม่อย่างไรนั้น  เป็นเรื่องที่เราหาควรแต่จะรอคอยเฝ้าดูไม่  แต่ควรเหลือเกิน ที่จะต้องช่วยกันตั้งคำถาม  และกระตุ้นให้ผู้สร้างหลักสูตรรู้ว่า  หลักสูตรที่เขาสร้างอยู่นั้น  มิได้เป็นหลักสูตรที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างแท้จริง  เหตุใดการพัฒนาหลักสูตรที่เป็นเรื่องใหญ่ จึงเป็นเรื่องของคณะบุคคล ทั้งที่ประเทศนี้เอง ก็เคยได้รับบทเรียนมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่า  หลักสูตรแบบคณะบุคคลสร้างนั้น มิได้ยังผลให้เกิดความสำเร็จในการศึกษาอย่างแท้จริง  เช่นเดียวกันกับเส้นทาง ที่ผู้เดินทางไม่ได้เป็นผู้ปูทางขึ้นมาเองนั้น      หรือมิได้เลือกเส้นทางด้วยตนเองด้วยแล้ว   จะได้รับความสุขอันเนื่องมาจากการเดินทางครั้งนี้  ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ การศึกษาจึงยังคงเป็นความทุกข์ยาก ดังที่ราษฎรอาวุโสท่านหนึ่งได้กล่าวไว้   

 

          การทำลายทฤษฎีหลักสูตร  ที่คนอื่นสร้างไว้ว่า  ควรเริ่มจากการระบุเป้าหมายที่แจ้งชัด  หาได้เป็นสิ่งที่ผิด หรือน่าจะกล่าวโทษแต่อย่างใดไม่   แต่การจงใจที่จะไม่ใช่สามัญสำนึก  ในการร่างหรือกำหนดหลักสูตร อันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาคนต่างห่าง  ที่เป็นเหตุให้หลักสูตรฉบับนี้ ไม่สามารถที่จะเป็นคำตอบให้กับสังคมไทย ที่ทุกวันนี้ก็ไร้ทิศไร้ทางมามากพอสมควรแล้ว   

___________________________________________



แสดงความคิดเห็น

* กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น *