
การพัฒนาทักษะและกระบวนการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555
โดย
อ.เฉลิมลาภ ทองอาจ
เพื่อขยายขนาดข้อความให้เหมาะสมกับการอ่าน แนะนำให้กดปุ่ม Ctrl และปุ่มเครื่องหมาย + พร้อมกัน
เพื่อขยายข้อความ
เฉลิมลาภ ทองอาจ
โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดคุณภาพด้านการอ่านของนักเรียนในฐานะที่เป็นทักษะสำคัญในการแสวงหาความรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ดังได้กำหนดไว้เป็นสาระแรกในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และกำหนดความสามารถในการระบุและสรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านเป็นตัวชี้วัดในทุกระดับชั้น แสดงให้เห็นว่า แนวคิด อ่านได้ เข้าใจเรื่อง ยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาการอ่านในปัจจุบัน ประเด็นที่ควรพิจารณาต่อมาคือ เบื้องหลังการกำหนดตัวชี้วัดดังกล่าว น่าจะเกิดจากสภาพวิกฤติการอ่านของคนไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีการศึกษาพบว่าคนไทยอ่านและใช้เวลาเพื่อการอ่านน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชนปัจจุบัน ที่ใช้เวลาว่างหรือ พยายาม ทำให้ว่างเพื่อเล่นเกมและทำกิจกรรมในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เฉพาะในกรณีของการเล่นเกมนั้น ถือเป็นปัญหาที่รุนแรง อย่างยิ่ง เพราะมีผลวิจัยระหว่างปี พ.ศ. 2550-2551 พบว่า เยาวชนที่มีพฤติกรรมติดเกมนั้นมีอายุเฉลี่ยลดลงเรื่อยๆ กล่าวคือ เริ่มมีกลุ่มเด็กติดเกมที่อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 11 ปี และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเป็น 5-9 ปี ในอีก 2 ปีข้างหน้า (ชาญวิทย์ พรนภดล, 2552: 42)
ความรู้เรื่องกระบวนการอ่าน เป็นความรู้สำคัญในการที่วางแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านให้กับผู้เรียน เพราะการอ่านมิใช่ทักษะที่จะพัฒนาได้ทันทีด้วยการให้นักเรียนอ่านเอกสารใดๆ โดยมิได้มีการเตรียมการ ครูจำเป็นจะต้องมีความรู้เสียก่อนว่า การอ่านเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ มีลำดับและมีขั้นตอนที่ต้องให้ความสำคัญ สำหรับกระบวนการอ่านนั้น เป็นกระบวนการที่บุคคลสร้างความหมายและความเข้าใจจากการอ่าน โดยใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมในลักษณะโครงสร้างความรู้ (schemata) ซึ่งหมายถึง โครงข่ายของมโนทัศน์ (concepts) ที่บุคคลมีต่อสิ่งต่างๆ ในการสร้างความเข้าใจจากตัวอักษร โครงสร้างภาษาและอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งอยู่เบื้องหลังสิ่งที่มองเห็น บุคคลจะสร้างมโนทัศน์หรือ กรอบความคิด จากการได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับหมวดหมู่ของสิ่งต่างๆ ทำให้สามารถจำแนกมโนทัศน์หนึ่งจากมโนทัศน์หนึ่งได้ โครงสร้างความรู้เหล่านี้เป็นพื้นฐานสร้าง ความเข้าใจ ของบุคคล เนื่องจากเมื่อบุคคลพบประสบการณ์ใหม่จากข้อมูลหรือเรื่องที่อ่าน โครงสร้างความรู้ที่มีอยู่เดิมจะทำหน้าที่ตีความและปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้สอดคล้องกับประสบการณ์ใหม่เหล่านั้น (Ryder and Graves,1994: 16) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบุคคลอ่านคำว่า พิพิธภัณฑ์ สมองจะดึงความทรงจำเกี่ยวกับตัวอักษรที่ประกอบเข้าเป็นคำนี้ แล้วทบทวนประสบการณ์เกี่ยวกับเสียงของแต่ละอักษรทั้งสระ พยัญชนะและวรรณยุกต์ เพื่อสร้างเป็นพยางค์กระทั่งเป็นคำ จากนั้นสมองจะดึงประสบการณ์เดิมของผู้อ่านเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เคยได้ฟังและได้พบเกี่ยวกับคำนี้ เช่น ผู้อ่านอาจเคยไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ เคยได้รับฟังคำบอกเล่าลักษณะของพิพิธภัณฑ์จากผู้อื่น หรือเคยเห็นพิพิธภัณฑ์จากการชมโทรทัศน์ เป็นต้น เมื่อกระบวนการดึงประสบการณ์เสร็จสมบูรณ์ บุคคลจะค่อยๆ ก่อรูปมโนทัศน์พิพิธภัณฑ์ แล้วสร้างนิยามหรือความหมายของพิพิธภัณฑ์ตามความเข้าใจของตนเองขึ้นในที่สุด
Barr, Sadow and Blachowicz (1990 อ้างถึงใน Walterand Boothe, 1999: online) อธิบายทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการอ่าน (reading process) ว่า เป็นกระบวนการเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและเรื่องที่อ่านเพื่อสร้างและประกอบ สาร ของผู้เขียนขึ้นมาใหม่ ตามนัยนี้ การอ่านที่มีประสิทธิภาพ ผู้อ่านจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมากพอสมควร มิเช่นนั้นจะไม่เข้าใจความหมายของข้อมูลที่ผู้เขียนต้องการสื่อมายังผู้อ่าน ตัวอย่างเช่น ผู้อ่านที่ไม่มีโครงสร้างความรู้เกี่ยวกับระบบอวัยวะ กระบวนการทางชีววิทยาและคำศัพท์ภาษาต่างประเทศ ย่อมไม่เข้าใจเนื้อหาในตำราเรียนของแพทย์
ครูภาษาไทยควรสร้างความเข้าใจกระบวนการอ่านหรือกระบวนการสร้างความหมายเป็นลำดับต่อมา เนื่องจากกระบวนการดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการสร้างและปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ของนักเรียน ซึ่งอาจจะยังมีโครงสร้างความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านยังไม่สมบูรณ์ จนเป็นเหตุให้อ่านแล้วไม่เข้าใจความหมายและไม่สามารถสรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ Lilleberg (2005: online) ได้แบ่งกระบวนการอ่านตามลำดับเวลาออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นก่อนอ่าน ขั้นระหว่างอ่านและขั้นหลังอ่าน ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
1. ขั้นก่อนอ่าน ผู้อ่านเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมและกำหนดเป้าหมายในการอ่าน(engage background and set a purpose for reading) ขั้นตอนนี้ ผู้อ่านจะทบทวนประสบการณ์เดิมหรือโครงสร้างความรู้ที่มีอยู่ของตนเองกับหัวข้อหรือเนื้อหาเรื่องที่จะได้อ่าน และแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเพิ่มเติม เพื่อเชื่อมโยงและสร้างพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง จากนั้นผู้อ่านจะกำหนดเป้าหมายในการอ่านว่าตนเองอ่านเรื่องนั้นเพื่ออะไร ตัวอย่างการกำหนดเป้าหมายการอ่าน เช่น เพื่อความบันเทิง เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ หรือเพื่อทำความเข้าใจอารมณ์และปฏิกิริยาของตัวละครในเรื่อง เพื่อค้นหาข้อมูล หรือเพื่อตอบคำถามที่กำหนดไว้ เป็นต้น
2. ขั้นระหว่างอ่าน ผู้อ่านถอดรหัสเพื่อสร้างความหมายและพิจารณาความเข้าใจของตนเอง (decode for meaning and monitor comprehension) กิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือ ผู้อ่านจะรวบรวมข้อมูลจากการอ่านถ้อยคำและสำนวนต่างๆ แล้วสร้างเป็นมโนทัศน์หรือกรอบความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านขึ้นมา ขณะเดียวกันก็จะผู้อ่านก็ต้องตรวจสอบด้วยว่า การสร้างมโนทัศน์ดังกล่าวมีความต่อเนื่องหรือเกิดอุปสรรคใดๆ หรือไม่ สิ่งสำคัญ คือ ผู้อ่านจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้มโนทัศน์เกิดความคลุมเครือ แล้วหาวิธีแก้ไขให้คมชัดและถูกต้องยิ่งขึ้น ทักษะสำคัญที่ผู้อ่านควรได้รับการฝึกปฏิบัติในขั้นตอนนี้คือ การตั้งคำถามถามตนเอง เช่น ข้อความนี้มีความหมายว่าอย่างไร ภาพที่แสดงในเนื้อหาสามารถทำให้เข้าใจเนื้อหาดียิ่งขึ้นหรือไม่ จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะช่วยให้ตนเองเข้าใจเรื่องที่อ่านมากขึ้น การใช้คำถามเหล่านี้เป็นกลวิธีที่มีประสิทธิภาพยิ่ง ซึ่งครูภาษาไทยสามารถสาธิตและให้นักเรียนฝึกปฏิบัติได้ ทั้งในรูปแบบกลุ่มและรายบุคคล
3. ขั้นหลังอ่าน ผู้อ่านตอบสนองและนำประสบการณ์ใหม่มาสร้างเป็นประสบการณ์ของตน (respond and personalize) ขั้นตอนนี้ ผู้อ่านจะต้องใช้เวลาเพื่อตอบสนองต่อความคิดหรือความเข้าใจที่เกิดขึ้นขณะอ่าน ด้วยการไตร่ตรองแล้วเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของตนเอง สู่การผสมผสานหรือปรับเปลี่ยนประสบการณ์นั้นมาเป็นประสบการณ์ชีวิตของผู้อ่าน การตอบสนองดังกล่าว สามารถกระทำได้ด้วยการพูดหรือการเขียน ในการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การอ่าน กิจกรรมสำคัญที่ครูภาษาไทยสามารถใช้เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนตอบสนองและไตร่ตรองความคิดหลังการอ่านคือ การสนับสนุนให้นักเรียนตั้งคำถามที่สร้างสรรค์จากเรื่องด้วยตนเอง แล้วใช้ประสบการณ์ของตนเองและเพื่อนในชั้นมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้หรือประสบการณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนทั้งในปัจจุบันและอนาคต
หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจเรื่องกระบวนการอ่านแล้ว ครูภาษาไทยจะต้องนำความรู้ดังกล่าวเข้าไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่าน ทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาเยาชนไทยให้มีลักษณะเป็นผู้ รู้เท่าทัน สร้างสรรค์ปัญญา ครูภาษาไทยต้องเปลี่ยนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่าน ที่เดิมมักเป็นการอ่านที่ขาดชีวิตชีวา (passive reading) มาเป็นกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านที่เปี่ยมด้วยพลังและเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ (active reading) กล่าวคือ เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เลือกและตอบสนองต่อการอ่านของตนเองอย่างหลากหลาย สอดคล้องกับการตัดสินใจและแก้ปัญหาในชีวิตจริง และบูรณาการกับการสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามในฐานะสมาชิกของสังคม แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว มีดังต่อไปนี้
1. ครูควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกอ่านหนังสือตามความสนใจ เพราะหนังสือที่ได้รับเลือกจากนักเรียน จะเป็นหนังสือที่มี ความหมาย อย่างยิ่งต่อพวกเขา เนื่องจากบุคคลแต่ละคนมีเป้าหมายการอ่านแตกต่างกัน สิ่งที่ครูควรสนใจจึงมิใช่การพิจารณาว่านักเรียนเลือกอ่านหนังสือ อะไร แต่ควรไตร่ตรองและหาเหตุผลว่านักเรียนเลือกอ่านหนังสือนั้น เพราะเหตุใด มากกว่า คำตอบของคำถามนี้ จะช่วยให้ครูทราบวัตถุประสงค์ในการอ่านของนักเรียน และในฐานะที่ครูมีประสบการณ์การอ่านมากกว่า ครูก็สามารถแนะนำหนังสือดีอื่นๆ ที่ตอบสนองต่อความสนใจและนักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น หากนักเรียนสนใจหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลสำคัญต่างๆ เพราะต้องการทราบข้อมูลด้านประวัติความเป็นมา ผลงาน ความเชื่อและความคิดของบุคคลเหล่านั้น ครูก็อาจสนับสนุนให้นักเรียนอ่านหนังสือ โครงกระดูกในตู้ ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงบุคคลสำคัญในชีวิตของผู้เขียน เชื่อมโยงกับเหตุการณ์และสถานที่ต่างๆ และนำเสนอด้วยวิธีการเล่าอย่างมีชีวิตชีวา อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียน เป็นต้น
2. ครูควรจัดกิจกรรมการอ่านที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สร้างปฏิสัมพันธ์กับหนังสือและเพื่อนที่อ่านด้วยกัน การสนทนาเกี่ยวกับหนังสือที่อ่านระหว่างครูและนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกัน คือการสร้างความหมายจากการอ่านที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากนักเรียนจะมีโอกาสสะท้อน (reflect) และวิพากษ์ (critic) ความคิดของตนและผู้อื่น ทั้งจากผู้มีประสบการณ์มากกว่าและมีประสบการณ์ในระดับที่ใกล้เคียงกัน อันจะเป็นการขยายมุมมองต่อหนังสือที่อ่านทั้งในด้านกว้างและลึก ครูควรใช้คำถามพัฒนา การคิดเป็นเครื่องมือในการนำนักเรียนเข้าสู่การสนทนา คำถามนี้อาจเกิดขึ้นจากครูหรือนักเรียนก็ได้ เป็นคำถามที่เตรียมไว้ หรือคิดขึ้นใหม่ ณ ขณะนั้น เพื่อตอบสนองความคิดเห็นของนักเรียนก็ได้ เมื่อนักเรียนเริ่มคิดตอบคำถามของครูและเพื่อน จะทำให้หนังสือที่อ่านนั้นเกิด รสชาติ มากขึ้น และความเข้าใจเกี่ยวกับหนังสือก็จะยิ่งแปรผันทวีคูณ สำหรับการสนทนาเกี่ยวกับหนังสือที่นักเรียนหลายๆ คนมาร่วมเป็นวงสนทนานั้น ในต่างประเทศเรียกเทคนิคการสอนนี้ว่า วงวรรณคดี (literature circles) ซึ่งมีลักษณะการจัดการเรียนรู้คือ ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 4-6 คน นักเรียนแต่ละกลุ่มหรือ วง จะอ่านหนังสือต่างกัน เมื่อสมาชิกในวงอ่านหนังสือไปได้สักระยะหนึ่ง ครูจะให้เวลาเข้าวงสนทนา สมาชิกแต่ละคนจะได้รับบทบาทให้พูดถึงหนังสือที่อ่านต่างๆ กัน ตามที่ได้ช่วยกันกำหนดขึ้น การสนทนาจะมีบรรยากาศที่เปิดกว้างและเป็นธรรมชาติ ในขณะที่ครูจะลดบทบาทลง กล่าวคือ เป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งหรือเป็นผู้สังเกตการณ์การสนทนาในที่สุด จากนั้นเมื่อทุกวงได้สนทนาเสร็จครบถ้วนแล้ว ครูให้นักเรียนเข้าวงใหม่และเลือกหนังสือใหม่เพื่ออ่านตามความสนใจ กิจกรรม การเรียนรู้การอ่านที่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ลักษณะนี้ สามารถทำได้ในการจัดการเรียนรู้สาระวรรณคดีและวรรณกรรม เพื่อพัฒนานักเรียนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และสร้างเจตคติที่ดีในการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมได้อีกทางหนึ่งด้วย
3. ครูควรส่งเสริมให้นักเรียนใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการแก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง เป้าหมายของกิจกรรมนี้คือ การสร้างความตระหนักใน คุณค่า ของการอ่าน เพราะหนังสือทุกประเภทย่อมมีคุณค่าแก่ผู้อ่าน ที่จะต้องคัดสรรประโยชน์จากหนังสือไปใช้ตามความจำเป็นของตนเอง เราจึงมักพบเสมอว่า หนังสือบางเรื่องมี ความหมาย และสร้างแรงบันดาลใจต่อผู้อ่านอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ ครูควรเริ่มจากการให้นักเรียนกล่าวถึงปัญหาที่ตนเองประสบอยู่ ซึ่งอาจเป็นปัญหาเกี่ยวกับชีวิต การเรียนและความสัมพันธ์กับผู้อื่น จากนั้นจึงให้นักเรียนนักเรียนเลือกและพิจารณาหนังสือเรื่องที่คิดว่าสามารถนำแนวคิดหรือวิธีปฏิบัติจากหนังสือดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ โดยนำเสนอในรูปแบบของรายงานหรือข้อเขียนจากประสบการณ์ก็ได้ ตัวอย่างเช่น หากนักเรียนกำลังมีปัญหาในเรื่องความรัก นักเรียนก็ควรจะพิจารณาหนังสือหรือวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรักที่ถูกต้องดีงาม ซึ่งครูอาจแนะนำให้นักเรียนอ่านได้ เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน นวนิยายที่แสดงแนวคิดเกี่ยวกับสัจจะ ความรักและความจริง ซึ่งประพันธ์โดย มาลา คำจันทร์ เป็นวรรณกรรมเรื่องหนึ่ง ที่ครูควรเสนอให้นักเรียนได้เลือกอ่าน เพราะนวนิยายเรื่องนี้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องความรักได้ว่า ความรักที่ตกอยู่ภายใต้อุดมการณ์นั้น จะยืนยงอยู่ได้ก็หาไม่ หากบุคคลนั้นไม่คำนึงถึงความเป็นจริง นักเรียนควรที่จะสร้างประสบการณ์การอ่านในลักษณะนี้ เพื่อให้สามารถนำไปเป็นแนวทางสำหรับแก้ปัญหาของตนเอง
4. ครูควรวัดและประเมินการอ่านด้วยการประเมินตามสภาพจริง ลักษณะการประเมินการอ่านตามสภาพจริงแตกต่างจากการประเมินการอ่านที่เคยปฏิบัติกันมา ซึ่งได้แก่ การให้นักเรียนทำแบบทดสอบการอ่านในลักษณะ ที่เป็นปรนัย กล่าวคือ ครูจะต้องพิจารณาความคิด ความเชื่อและทัศนคติที่มีต่อหนังสือหรือเรื่องที่อ่านอันเป็น อัตวิสัย ณ ขณะที่นักเรียนกำลังแสดงออกความคิดนั้น การวัดและประเมินผลการอ่านในลักษณะนี้ จะสนับสนุนให้นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นของตนเอง ในขณะเดียวกันก็จะรู้จักควบคุมและเคารพในความคิดของนักเรียนอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ครูจึงต้องพัฒนาเครื่องมือการวัดและประเมินการอ่านตามสภาพจริงเพิ่มเติม หรือเสริมจากเครื่องมือประเภทแบบวัดหรือแบบทดสอบเดิมที่มีอยู่ เช่น แบบสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนเป็นรายบุคคล ในขณะที่กำลังอธิบาย ตั้งคำถามหรือโต้ตอบประเด็นปัญหาต่างๆ ในเรื่องที่อ่านกับเพื่อน ที่แสดงให้เห็นระดับความคิดหรือความสามารถในการใช้เหตุผลของนักเรียน แบบสังเกตนี้สามารถทำได้ในลักษณะ 3 ประสาน คือ ครู เพื่อนและนักเรียนเป็นผู้ประเมิน ซึ่งจะทำให้นักเรียนแต่ละคนทราบว่า ตนเองยังจะต้องพัฒนาทักษะการอ่านในด้านใดเพิ่มขึ้นอีกบ้างจากมุมมองที่หลากหลาย
ครูภาษาไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ควรที่จะได้นำหลักการและเทคนิคการอ่านเพื่อสรุปสาระสำคัญไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่าน แม้มีขั้นตอนและวิธีการที่แตกต่างจากกิจกรรมการเรียนรู้แต่เดิมที่เคยปฏิบัติกันมา แต่ก็เป็นกิจกรรมเรียนรู้ที่นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ และพัฒนาทักษะกระบวนการอ่านของตนเองอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาสมรรถนะการคิดของ นักเรียนได้ เพราะหลังจากที่นักเรียนสามารถสรุปสาระสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ ก็จะสามารถใช้ความคิดเพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินค่าเรื่องที่อ่าน ซึ่งเป็นทักษะการอ่านขั้นสูงได้ต่อไป
_______________________________________________
ประโยชน์ใดที่เกิดจากบทความนี้ ผู้เขียนขออุทิศเป็นกตัญญุตาแด่ตา-ยาย
ผู้ให้ความสำคัญกับการศึกษามากกว่าสิ่งอื่นใด
ติดตามอ่านบทความด้านหลักสูตรและการสอนเน้นวิชาภาษาไทยได้ที่
http://www.gotoknow.org/blogs/books/90208/toc
* กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น *