Thai Teachers TV Blog | สมัครสมาชิก | ติดต่อโทรทัศน์ครู
อ.เฉลิมลาภ ทองอาจ
ปฏิทิน
<< กุมภาพันธ์ 2555>>
อา.จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.
2930311234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829123
เรื่องล่าสุด
 
การพัฒนาทักษะและกระบวนการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555
โดย อ.เฉลิมลาภ ทองอาจ

เพื่อขยายขนาดข้อความให้เหมาะสมกับการอ่าน แนะนำให้กดปุ่ม Ctrl และปุ่มเครื่องหมาย + พร้อมกัน

เพื่อขยายข้อความ

 

 

 

เฉลิมลาภ  ทองอาจ

โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

                หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2551 ได้กำหนดคุณภาพด้านการอ่านของนักเรียนในฐานะที่เป็นทักษะสำคัญในการแสวงหาความรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ดังได้กำหนดไว้เป็นสาระแรกในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  และกำหนดความสามารถในการระบุและสรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านเป็นตัวชี้วัดในทุกระดับชั้น   แสดงให้เห็นว่า  แนวคิด  “อ่านได้  เข้าใจเรื่อง”  ยังคงมีความสำคัญต่อการพัฒนาการอ่านในปัจจุบัน   ประเด็นที่ควรพิจารณาต่อมาคือ  เบื้องหลังการกำหนดตัวชี้วัดดังกล่าว  น่าจะเกิดจากสภาพวิกฤติการอ่านของคนไทยในช่วงที่ผ่านมา  ซึ่งมีการศึกษาพบว่าคนไทยอ่านและใช้เวลาเพื่อการอ่านน้อยมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชนปัจจุบัน  ที่ใช้เวลาว่างหรือ “พยายาม” ทำให้ว่างเพื่อเล่นเกมและทำกิจกรรมในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ  เฉพาะในกรณีของการเล่นเกมนั้น  ถือเป็นปัญหาที่รุนแรง  อย่างยิ่ง  เพราะมีผลวิจัยระหว่างปี พ.ศ.  2550-2551  พบว่า  เยาวชนที่มีพฤติกรรมติดเกมนั้นมีอายุเฉลี่ยลดลงเรื่อยๆ  กล่าวคือ  เริ่มมีกลุ่มเด็กติดเกมที่อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ  11  ปี  และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเป็น  5-9  ปี  ในอีก 2  ปีข้างหน้า  (ชาญวิทย์  พรนภดล, 2552: 42)  

 

                ความรู้เรื่องกระบวนการอ่าน เป็นความรู้สำคัญในการที่วางแผนการจัดการเรียนรู้การอ่านให้กับผู้เรียน  เพราะการอ่านมิใช่ทักษะที่จะพัฒนาได้ทันทีด้วยการให้นักเรียนอ่านเอกสารใดๆ  โดยมิได้มีการเตรียมการ ครูจำเป็นจะต้องมีความรู้เสียก่อนว่า การอ่านเกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการ มีลำดับและมีขั้นตอนที่ต้องให้ความสำคัญ  สำหรับกระบวนการอ่านนั้น  เป็นกระบวนการที่บุคคลสร้างความหมายและความเข้าใจจากการอ่าน  โดยใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมในลักษณะโครงสร้างความรู้  (schemata)   ซึ่งหมายถึง โครงข่ายของมโนทัศน์  (concepts)  ที่บุคคลมีต่อสิ่งต่างๆ  ในการสร้างความเข้าใจจากตัวอักษร  โครงสร้างภาษาและอารมณ์  ความรู้สึก  ซึ่งอยู่เบื้องหลังสิ่งที่มองเห็น  บุคคลจะสร้างมโนทัศน์หรือ       “กรอบความคิด” จากการได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับหมวดหมู่ของสิ่งต่างๆ  ทำให้สามารถจำแนกมโนทัศน์หนึ่งจากมโนทัศน์หนึ่งได้  โครงสร้างความรู้เหล่านี้เป็นพื้นฐานสร้าง   “ความเข้าใจ”  ของบุคคล  เนื่องจากเมื่อบุคคลพบประสบการณ์ใหม่จากข้อมูลหรือเรื่องที่อ่าน  โครงสร้างความรู้ที่มีอยู่เดิมจะทำหน้าที่ตีความและปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้สอดคล้องกับประสบการณ์ใหม่เหล่านั้น   (Ryder  and  Graves,1994: 16)  ยกตัวอย่างเช่น  เมื่อบุคคลอ่านคำว่า  “พิพิธภัณฑ์” สมองจะดึงความทรงจำเกี่ยวกับตัวอักษรที่ประกอบเข้าเป็นคำนี้   แล้วทบทวนประสบการณ์เกี่ยวกับเสียงของแต่ละอักษรทั้งสระ  พยัญชนะและวรรณยุกต์  เพื่อสร้างเป็นพยางค์กระทั่งเป็นคำ  จากนั้นสมองจะดึงประสบการณ์เดิมของผู้อ่านเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เคยได้ฟังและได้พบเกี่ยวกับคำนี้  เช่น  ผู้อ่านอาจเคยไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์  เคยได้รับฟังคำบอกเล่าลักษณะของพิพิธภัณฑ์จากผู้อื่น  หรือเคยเห็นพิพิธภัณฑ์จากการชมโทรทัศน์  เป็นต้น  เมื่อกระบวนการดึงประสบการณ์เสร็จสมบูรณ์  บุคคลจะค่อยๆ ก่อรูปมโนทัศน์พิพิธภัณฑ์  แล้วสร้างนิยามหรือความหมายของพิพิธภัณฑ์ตามความเข้าใจของตนเองขึ้นในที่สุด 

 

                  Barr, Sadow and  Blachowicz (1990  อ้างถึงใน  Walterand  Boothe, 1999: online)  อธิบายทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการอ่าน  (reading  process)  ว่า  เป็นกระบวนการเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและเรื่องที่อ่านเพื่อสร้างและประกอบ  “สาร” ของผู้เขียนขึ้นมาใหม่   ตามนัยนี้  การอ่านที่มีประสิทธิภาพ  ผู้อ่านจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมากพอสมควร  มิเช่นนั้นจะไม่เข้าใจความหมายของข้อมูลที่ผู้เขียนต้องการสื่อมายังผู้อ่าน ตัวอย่างเช่น  ผู้อ่านที่ไม่มีโครงสร้างความรู้เกี่ยวกับระบบอวัยวะ  กระบวนการทางชีววิทยาและคำศัพท์ภาษาต่างประเทศ  ย่อมไม่เข้าใจเนื้อหาในตำราเรียนของแพทย์ 

 

               ครูภาษาไทยควรสร้างความเข้าใจกระบวนการอ่านหรือกระบวนการสร้างความหมายเป็นลำดับต่อมา  เนื่องจากกระบวนการดังกล่าว  เกี่ยวข้องกับการสร้างและปรับเปลี่ยนมโนทัศน์ของนักเรียน  ซึ่งอาจจะยังมีโครงสร้างความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านยังไม่สมบูรณ์   จนเป็นเหตุให้อ่านแล้วไม่เข้าใจความหมายและไม่สามารถสรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านได้  Lilleberg (2005: online) ได้แบ่งกระบวนการอ่านตามลำดับเวลาออกเป็น  3  ขั้นตอน  ได้แก่ ขั้นก่อนอ่าน  ขั้นระหว่างอ่านและขั้นหลังอ่าน  ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้ 

 

                                1.  ขั้นก่อนอ่าน  ผู้อ่านเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมและกำหนดเป้าหมายในการอ่าน(engage background  and  set  a purpose for reading)  ขั้นตอนนี้  ผู้อ่านจะทบทวนประสบการณ์เดิมหรือโครงสร้างความรู้ที่มีอยู่ของตนเองกับหัวข้อหรือเนื้อหาเรื่องที่จะได้อ่าน  และแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเพิ่มเติม  เพื่อเชื่อมโยงและสร้างพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง  จากนั้นผู้อ่านจะกำหนดเป้าหมายในการอ่านว่าตนเองอ่านเรื่องนั้นเพื่ออะไร  ตัวอย่างการกำหนดเป้าหมายการอ่าน  เช่น  เพื่อความบันเทิง  เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ หรือเพื่อทำความเข้าใจอารมณ์และปฏิกิริยาของตัวละครในเรื่อง  เพื่อค้นหาข้อมูล  หรือเพื่อตอบคำถามที่กำหนดไว้  เป็นต้น 

 

                                2.  ขั้นระหว่างอ่าน  ผู้อ่านถอดรหัสเพื่อสร้างความหมายและพิจารณาความเข้าใจของตนเอง (decode for meaning and monitor comprehension)  กิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้คือ     ผู้อ่านจะรวบรวมข้อมูลจากการอ่านถ้อยคำและสำนวนต่างๆ  แล้วสร้างเป็นมโนทัศน์หรือกรอบความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านขึ้นมา  ขณะเดียวกันก็จะผู้อ่านก็ต้องตรวจสอบด้วยว่า  การสร้างมโนทัศน์ดังกล่าวมีความต่อเนื่องหรือเกิดอุปสรรคใดๆ หรือไม่     สิ่งสำคัญ  คือ  ผู้อ่านจะต้องพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้มโนทัศน์เกิดความคลุมเครือ  แล้วหาวิธีแก้ไขให้คมชัดและถูกต้องยิ่งขึ้น  ทักษะสำคัญที่ผู้อ่านควรได้รับการฝึกปฏิบัติในขั้นตอนนี้คือ  การตั้งคำถามถามตนเอง  เช่น  “ข้อความนี้มีความหมายว่าอย่างไร  ภาพที่แสดงในเนื้อหาสามารถทำให้เข้าใจเนื้อหาดียิ่งขึ้นหรือไม่ จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะช่วยให้ตนเองเข้าใจเรื่องที่อ่านมากขึ้น”  การใช้คำถามเหล่านี้เป็นกลวิธีที่มีประสิทธิภาพยิ่ง  ซึ่งครูภาษาไทยสามารถสาธิตและให้นักเรียนฝึกปฏิบัติได้  ทั้งในรูปแบบกลุ่มและรายบุคคล

 

                                3.  ขั้นหลังอ่าน  ผู้อ่านตอบสนองและนำประสบการณ์ใหม่มาสร้างเป็นประสบการณ์ของตน  (respond and personalize)  ขั้นตอนนี้  ผู้อ่านจะต้องใช้เวลาเพื่อตอบสนองต่อความคิดหรือความเข้าใจที่เกิดขึ้นขณะอ่าน     ด้วยการไตร่ตรองแล้วเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของตนเอง  สู่การผสมผสานหรือปรับเปลี่ยนประสบการณ์นั้นมาเป็นประสบการณ์ชีวิตของผู้อ่าน การตอบสนองดังกล่าว  สามารถกระทำได้ด้วยการพูดหรือการเขียน  ในการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้การอ่าน  กิจกรรมสำคัญที่ครูภาษาไทยสามารถใช้เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนตอบสนองและไตร่ตรองความคิดหลังการอ่านคือ  การสนับสนุนให้นักเรียนตั้งคำถามที่สร้างสรรค์จากเรื่องด้วยตนเอง  แล้วใช้ประสบการณ์ของตนเองและเพื่อนในชั้นมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้หรือประสบการณ์  อันจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนทั้งในปัจจุบันและอนาคต    

 

                หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจเรื่องกระบวนการอ่านแล้ว  ครูภาษาไทยจะต้องนำความรู้ดังกล่าวเข้าไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่าน  ทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาเยาชนไทยให้มีลักษณะเป็นผู้  “รู้เท่าทัน สร้างสรรค์ปัญญา”  ครูภาษาไทยต้องเปลี่ยนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่าน  ที่เดิมมักเป็นการอ่านที่ขาดชีวิตชีวา  (passive  reading)  มาเป็นกิจกรรมการเรียนรู้การอ่านที่เปี่ยมด้วยพลังและเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์  (active  reading)  กล่าวคือ  เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เลือกและตอบสนองต่อการอ่านของตนเองอย่างหลากหลาย  สอดคล้องกับการตัดสินใจและแก้ปัญหาในชีวิตจริง และบูรณาการกับการสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามในฐานะสมาชิกของสังคม  แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว มีดังต่อไปนี้  

 

                                1.  ครูควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกอ่านหนังสือตามความสนใจ  เพราะหนังสือที่ได้รับเลือกจากนักเรียน  จะเป็นหนังสือที่มี  “ความหมาย” อย่างยิ่งต่อพวกเขา   เนื่องจากบุคคลแต่ละคนมีเป้าหมายการอ่านแตกต่างกัน  สิ่งที่ครูควรสนใจจึงมิใช่การพิจารณาว่านักเรียนเลือกอ่านหนังสือ “อะไร” แต่ควรไตร่ตรองและหาเหตุผลว่านักเรียนเลือกอ่านหนังสือนั้น  “เพราะเหตุใด”  มากกว่า  คำตอบของคำถามนี้    จะช่วยให้ครูทราบวัตถุประสงค์ในการอ่านของนักเรียน      และในฐานะที่ครูมีประสบการณ์การอ่านมากกว่า ครูก็สามารถแนะนำหนังสือดีอื่นๆ  ที่ตอบสนองต่อความสนใจและนักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้  เช่น  หากนักเรียนสนใจหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลสำคัญต่างๆ              เพราะต้องการทราบข้อมูลด้านประวัติความเป็นมา  ผลงาน  ความเชื่อและความคิดของบุคคลเหล่านั้น    ครูก็อาจสนับสนุนให้นักเรียนอ่านหนังสือ  “โครงกระดูกในตู้”  ของ  ม.ร.ว.      คึกฤทธิ์  ปราโมช  ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงบุคคลสำคัญในชีวิตของผู้เขียน  เชื่อมโยงกับเหตุการณ์และสถานที่ต่างๆ  และนำเสนอด้วยวิธีการเล่าอย่างมีชีวิตชีวา  อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียน  เป็นต้น

 

                                2.  ครูควรจัดกิจกรรมการอ่านที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สร้างปฏิสัมพันธ์กับหนังสือและเพื่อนที่อ่านด้วยกัน  การสนทนาเกี่ยวกับหนังสือที่อ่านระหว่างครูและนักเรียน  และระหว่างนักเรียนด้วยกัน  คือการสร้างความหมายจากการอ่านที่มีประสิทธิภาพ  เนื่องจากนักเรียนจะมีโอกาสสะท้อน  (reflect)  และวิพากษ์  (critic)  ความคิดของตนและผู้อื่น  ทั้งจากผู้มีประสบการณ์มากกว่าและมีประสบการณ์ในระดับที่ใกล้เคียงกัน  อันจะเป็นการขยายมุมมองต่อหนังสือที่อ่านทั้งในด้านกว้างและลึก  ครูควรใช้คำถามพัฒนา   การคิดเป็นเครื่องมือในการนำนักเรียนเข้าสู่การสนทนา  คำถามนี้อาจเกิดขึ้นจากครูหรือนักเรียนก็ได้  เป็นคำถามที่เตรียมไว้  หรือคิดขึ้นใหม่  ณ ขณะนั้น  เพื่อตอบสนองความคิดเห็นของนักเรียนก็ได้  เมื่อนักเรียนเริ่มคิดตอบคำถามของครูและเพื่อน  จะทำให้หนังสือที่อ่านนั้นเกิด  “รสชาติ” มากขึ้น  และความเข้าใจเกี่ยวกับหนังสือก็จะยิ่งแปรผันทวีคูณ สำหรับการสนทนาเกี่ยวกับหนังสือที่นักเรียนหลายๆ คนมาร่วมเป็นวงสนทนานั้น   ในต่างประเทศเรียกเทคนิคการสอนนี้ว่า  “วงวรรณคดี” (literature  circles)  ซึ่งมีลักษณะการจัดการเรียนรู้คือ    ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ          4-6  คน   นักเรียนแต่ละกลุ่มหรือ  “วง”  จะอ่านหนังสือต่างกัน  เมื่อสมาชิกในวงอ่านหนังสือไปได้สักระยะหนึ่ง  ครูจะให้เวลาเข้าวงสนทนา  สมาชิกแต่ละคนจะได้รับบทบาทให้พูดถึงหนังสือที่อ่านต่างๆ  กัน  ตามที่ได้ช่วยกันกำหนดขึ้น  การสนทนาจะมีบรรยากาศที่เปิดกว้างและเป็นธรรมชาติ  ในขณะที่ครูจะลดบทบาทลง  กล่าวคือ  เป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งหรือเป็นผู้สังเกตการณ์การสนทนาในที่สุด  จากนั้นเมื่อทุกวงได้สนทนาเสร็จครบถ้วนแล้ว  ครูให้นักเรียนเข้าวงใหม่และเลือกหนังสือใหม่เพื่ออ่านตามความสนใจ  กิจกรรม  การเรียนรู้การอ่านที่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ลักษณะนี้  สามารถทำได้ในการจัดการเรียนรู้สาระวรรณคดีและวรรณกรรม  เพื่อพัฒนานักเรียนให้เกิดความรู้ความเข้าใจ  และสร้างเจตคติที่ดีในการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมได้อีกทางหนึ่งด้วย 

 

                                3.  ครูควรส่งเสริมให้นักเรียนใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการแก้ไขและพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง  เป้าหมายของกิจกรรมนี้คือ  การสร้างความตระหนักใน  “คุณค่า”  ของการอ่าน  เพราะหนังสือทุกประเภทย่อมมีคุณค่าแก่ผู้อ่าน  ที่จะต้องคัดสรรประโยชน์จากหนังสือไปใช้ตามความจำเป็นของตนเอง  เราจึงมักพบเสมอว่า  หนังสือบางเรื่องมี  “ความหมาย”  และสร้างแรงบันดาลใจต่อผู้อ่านอย่างยิ่ง  ด้วยเหตุนี้  ครูควรเริ่มจากการให้นักเรียนกล่าวถึงปัญหาที่ตนเองประสบอยู่  ซึ่งอาจเป็นปัญหาเกี่ยวกับชีวิต  การเรียนและความสัมพันธ์กับผู้อื่น  จากนั้นจึงให้นักเรียนนักเรียนเลือกและพิจารณาหนังสือเรื่องที่คิดว่าสามารถนำแนวคิดหรือวิธีปฏิบัติจากหนังสือดังกล่าวมาประยุกต์ใช้  โดยนำเสนอในรูปแบบของรายงานหรือข้อเขียนจากประสบการณ์ก็ได้  ตัวอย่างเช่น  หากนักเรียนกำลังมีปัญหาในเรื่องความรัก  นักเรียนก็ควรจะพิจารณาหนังสือหรือวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรักที่ถูกต้องดีงาม  ซึ่งครูอาจแนะนำให้นักเรียนอ่านได้     “เจ้าจันท์ผมหอม  นิราศพระธาตุอินทร์แขวน”  นวนิยายที่แสดงแนวคิดเกี่ยวกับสัจจะ ความรักและความจริง  ซึ่งประพันธ์โดย  มาลา  คำจันทร์  เป็นวรรณกรรมเรื่องหนึ่ง    ที่ครูควรเสนอให้นักเรียนได้เลือกอ่าน  เพราะนวนิยายเรื่องนี้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องความรักได้ว่า  ความรักที่ตกอยู่ภายใต้อุดมการณ์นั้น  จะยืนยงอยู่ได้ก็หาไม่  หากบุคคลนั้นไม่คำนึงถึงความเป็นจริง  นักเรียนควรที่จะสร้างประสบการณ์การอ่านในลักษณะนี้  เพื่อให้สามารถนำไปเป็นแนวทางสำหรับแก้ปัญหาของตนเอง 

 

                                4.  ครูควรวัดและประเมินการอ่านด้วยการประเมินตามสภาพจริง  ลักษณะการประเมินการอ่านตามสภาพจริงแตกต่างจากการประเมินการอ่านที่เคยปฏิบัติกันมา  ซึ่งได้แก่ การให้นักเรียนทำแบบทดสอบการอ่านในลักษณะ    ที่เป็นปรนัย  กล่าวคือ  ครูจะต้องพิจารณาความคิด  ความเชื่อและทัศนคติที่มีต่อหนังสือหรือเรื่องที่อ่านอันเป็น อัตวิสัย  ณ ขณะที่นักเรียนกำลังแสดงออกความคิดนั้น      การวัดและประเมินผลการอ่านในลักษณะนี้ จะสนับสนุนให้นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นของตนเอง   ในขณะเดียวกันก็จะรู้จักควบคุมและเคารพในความคิดของนักเรียนอื่นๆ  ด้วยเหตุนี้ ครูจึงต้องพัฒนาเครื่องมือการวัดและประเมินการอ่านตามสภาพจริงเพิ่มเติม  หรือเสริมจากเครื่องมือประเภทแบบวัดหรือแบบทดสอบเดิมที่มีอยู่  เช่น  แบบสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนเป็นรายบุคคล  ในขณะที่กำลังอธิบาย              ตั้งคำถามหรือโต้ตอบประเด็นปัญหาต่างๆ ในเรื่องที่อ่านกับเพื่อน  ที่แสดงให้เห็นระดับความคิดหรือความสามารถในการใช้เหตุผลของนักเรียน  แบบสังเกตนี้สามารถทำได้ในลักษณะ  3   ประสาน  คือ      ครู  เพื่อนและนักเรียนเป็นผู้ประเมิน  ซึ่งจะทำให้นักเรียนแต่ละคนทราบว่า  ตนเองยังจะต้องพัฒนาทักษะการอ่านในด้านใดเพิ่มขึ้นอีกบ้างจากมุมมองที่หลากหลาย   

 

                ครูภาษาไทยและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา  ควรที่จะได้นำหลักการและเทคนิคการอ่านเพื่อสรุปสาระสำคัญไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การอ่าน  แม้มีขั้นตอนและวิธีการที่แตกต่างจากกิจกรรมการเรียนรู้แต่เดิมที่เคยปฏิบัติกันมา   แต่ก็เป็นกิจกรรมเรียนรู้ที่นักเรียนได้พัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ  และพัฒนาทักษะกระบวนการอ่านของตนเองอย่างแท้จริง  นอกจากนี้  ยังช่วยพัฒนาสมรรถนะการคิดของ    นักเรียนได้  เพราะหลังจากที่นักเรียนสามารถสรุปสาระสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้  ก็จะสามารถใช้ความคิดเพื่อวิเคราะห์  สังเคราะห์และประเมินค่าเรื่องที่อ่าน      ซึ่งเป็นทักษะการอ่านขั้นสูงได้ต่อไป 

 

_______________________________________________

 

 

ประโยชน์ใดที่เกิดจากบทความนี้ ผู้เขียนขออุทิศเป็นกตัญญุตาแด่ตา-ยาย

ผู้ให้ความสำคัญกับการศึกษามากกว่าสิ่งอื่นใด

 

ติดตามอ่านบทความด้านหลักสูตรและการสอนเน้นวิชาภาษาไทยได้ที่

http://www.gotoknow.org/blogs/books/90208/toc



แสดงความคิดเห็น

* กรุณา Login เพื่อแสดงความคิดเห็น *