Thai Teachers TV Blog | สมัครสมาชิก | ติดต่อโทรทัศน์ครู
อ.ชัดเจน ไทยแท้
ปฏิทิน
<< พฤศจิกายน 2560
อา.จ.อ.พ.พฤ.ศ.ส.
2930311234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293012
เรื่องล่าสุด
 
โรงเรียนในฝัน : รักการอ่าน
วันที่ 09 มิถุนายน 2554
โดย อ.ชัดเจน ไทยแท้

ผู้เขียนยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

 จากการที่นิเทศติดตามและประเมินโรงเรียนในโครงการโรงเรียนในฝันมีข้อสังเกตมากที่สุด คือการจัดกิจกรรมส่งเสริมรักการอ่าน

             ภายในปี 2564 รัฐบาลประกาศว่าคนไทยจะมีนิสัยรักการอ่าน โรงเรียนในฝันควรจะเป็นผู้นำการรักการอ่าน  ทั้งนี้เพราะเรากำหนดเป็นเป้าหมายด้านคุณภาพนักเรียนตั้งแต่เริ่มโครงการ (ปีการศึกษา 2546) ด้านการรักการอ่าน เป็นร่วมสร้างความตระหนักในความสำคัญของการอ่าน สร้างนิสัยให้รักการอ่าน 

          การสร้างนิสัยเป็นการเปลี่ยนแนวคิด ซึ่งการปรับเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวจะส่งผลต่อการเปลี่ยนการกระทำของตนเอง กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ต้องเป็นกิจกรรมที่ปรากฏผลต่อผู้ร่วมกิจกรรมทันที สอดคล้องกับเป้าหมาย เช่น กิจกรรมการแข่งขัน กิจกรรมแสดงความสามารถของผู้ประสบความสำเร็จจากการอ่าน หรือเชื่อมโยงจากการอ่านสู่ทักษะอื่น สู่การแก้ปัญหา ผลการอ่านที่เกิดกับผู้ร่วมกิจกรรม อ่านมาก ได้ข้อมูลมาก ใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ     

         ขอเสนอตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมรักการอ่าน กิจกรรมเน้นการแข่งขัน เพราะมีผลต่อผู้ร่วมกิจกรรมในทันที ( เป็นกิจกรรมส่งเสริมการสร้างนิสัย การสร้างความกระหนัก) ทุกกิจกรรมมีเกณฑ์การแข่งขัน ประเมินตรงเป้าหมาย จำนวนเกณฑ์ไม่มาก การประเมินตามเกณฑ์ชัดและกิจกรรมดำเนินการอย่างรวดเร็ว เช่น

         1.  กิจกรรมแข่งยอดนักสำรวจ เป็นการแข่งขันใครรู้จักหนังสือในห้องสมุดมากที่สุด อาจจะค้นหานักสำรวจเป็นรายสัปดาห์ (มีการล้มแชมป์ประจำสัปดาห์ หรือประจำเดือน)

         2.  กิจกรรมยอดนักข่าว เป็นการแข่งขัน เกี่ยวข่าวจากหนังสือพิมพ์ เช่น อ่าวข่าวพาดหัวแล้วสามารถบอกเรื่องราวในเรื่องได้ (วิเคราะห์จากพาดหัวข่าว) ตอบคำถามเกี่ยวกับข่าว สามารถต่อยอดหาความรู้เกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ ประวัติความเป็นมาของหนังสือพิมพ์ บทบาทหนังสือพิมพ์ต่อสังคม เรียนรู้การทำหนังสือ เป็นจัดทำหนังสือพิมพ์ประจำโรงเรียน เป็นต้น

         3.  กิจกรรมแข่งขันใครอ่านหนังสือมากที่สุดใน 1เดือนแข่งขันยอดนักอ่านประเมินสั้น ๆ แล้วประเมินจากจำนวนหนังสือที่อ่าน หรือ เรื่องที่อ่าน แล้วแต่เกณฑ์ที่กำหนด แต่ต้องประเมินอย่างรวดเร็ว ( มีแชมป์และมีการล้มแชมป์ )

        4.  กิจกรรมเรื่องเล่าจากหนังสือเล่มโปรดหรือและแนะนำหนังสือเล่มโปรด (มีเกณฑ์ที่ตรงกับกิจกรรม) ควรสอนวิธีการแนะนำหนังสือเชิญชวนให้อ่าน ควรมีเกณฑ์ในการประเมินชัดเร็ว

        5.  กิจกรรมเซียนโค่นเซียน แข่งขันตอบคำถามจากหนังสือเล่มต่าง ๆ (ตามแต่ที่กำหนด) หรือกิจกรรม "เซียนโค่นเซียน” (คล้ายกับแฟนพันธุ์แท้) แนวทางการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย 

               5.1 มอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบ เช่น คณะกรรมการนักเรียน ชุมนุมภาษาไทย ห้องสมุด โดยให้ทำหน้าที่ดังนี้        5.1.1) เลือกหนังสือ หรือเรื่องที่ต้องการแข่งขันเพื่อหาเซียน อาจทำการสำรวจความต้องการก่อนจะดีมากๆ    5.1.2) อ่านหนังสือเรื่องนั้นๆให้มาก และจัดทำคำถามพร้อมเฉลย กิจกรรมนี้เสมือนยิงปืนนัดเดียวได้ นก 2 กลุ่ม คือ  

          นกกลุ่มที่ 1คือ กลุ่มที่เป็นฝ่ายจัดทำคำถาม จะอ่านมากและจัดทำคำถาม-พร้อมเฉลย ( ทำไว้ประมาณ 3 ชุด ง่าย กลาง ยาก ) มีความเหมาะสมสำหรับโรงเรียนเปิดสอนถึงระดับช่วงชั้นที่ 4 ผลที่เห็นชัดกลุ่มนี้จะเก่งมากกลายเป็นนักอ่านที่รู้ลึก รู้จริง (เพราะอ่านมาก) มีความคิดสร้างสรรค์ เช่น สามารถสร้าง และจัดคำถาม คำตอบไว้ในComputerกลุ่มนี้   นอกจากจะเป็นพวกที่อ่านเก่งแล้ว ยังเป็นฝ่ายจัดการแข่งขัน นอกจากจะได้เซียนหรือแชมป์ตามที่ต้องการแล้ว ท่านได้ฝึกนักจัดรายการ พิธีกรสมัครเล่น เพราะท่านมอบให้นักเรียนจัดการ จัดกิจกรรม "เซียนโค่นเซียน" เด็ก ๆ ได้แสดงความสามารถในการเป็นพิธีกร แรก ๆ ก็เป็นผู้ช่วยครูจัดกิจกรรมนาน ๆ เข้าเด็กๆ จะเป็นเจ้าของกิจกรรม ครูจะมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคอยช่วยแก้ปัญหา หารางวัล แต่สำหรับช่วงชั้นที่ 1-3 ครูอาจเป็นผู้จัดกิจกรรม  

      นกกลุ่มที่ 2เป็นกลุ่มผู้ที่สมัครแข่งการเป็นเซียน (เป็นผู้แข่งขัน ตอบคำถามแข่งเพื่อเป็นเซียน) กลุ่มนี้ไม่จำกัดระดับชั้น รับรองว่าท่านจะเห็นเซียนตัวเล็ก ๆ ที่กล้าหาญโค่นเซียนตัวโต ๆ ลองนำไปพัฒนา  วันประเมินต้นแบบโรงเรียนในฝัน กรรมการขอพบแชมป์อ่าน หรือพบเซียนเพื่อท้าพิสูจน์ เป็นการประเมินที่สนุกสนานมาก มีโรงเรียนนำแนวคิดไปพัฒนาต่อ “ตาสว่าง” เคยพบ เซียนท่องเที่ยวจังหวัดต่าง ๆเขาเรียนอยู่ชั้น ป.4 โรงเรียนเมืองเลย สพป.เลยเขต1 รู้เรื่องท่องเที่ยวทุกจังหวัดจากการอ่าน การค้นคว้าจาก Internet ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยไปเที่ยว เซียนสามก๊กและเซียนไดโนเสาร์ จากโรงเรียนชุมชนบ้านด่านซ้าย สพป.เลย เขต3 นี่ก็สุดยอดจริง ๆ และพบอีกเซียน เซียนพุทธศาสนา จากโรงเรียนบ้านสำโรงเกียรติ สพป.ศรีสะเกษ เขต4 โอ้โฮ! ต้องขอยกนิ้วให้

              5.2 สำหรับการจัดหาหนังสือหรือเรื่องที่ต้องการหาเซียน ซึ่งเป็นบทบาทนกกลุ่มที่ 1 เช่น เซียนสารานุกรม เซียนการ์ตูน เซียนนวนิยาย เซียนสามก๊ก เซียนเรื่องสั้น เซียนนิทาน เซียนสุภาษิต เซียนทางธรรมะ เซียนท่องเที่ยว เซียนจังหวัดต่าง ๆ เซียนปราสาท เซียนโบราณสถาน เซียนประวัติศาสตร์ไทย เซียนแผนที่ (ที่ตั้ง เมืองหลวง ธงชาติ ประเทศต่าง ฯลฯ) เซียนกีฬา เซียนดาราศาสตร์ เซียนหนังสือพิมพ์ ข่าวกีฬา ข่าวการเมือง ข่าวบันเทิง ฯลฯ      ประเมินตรงเป้าหมาย เกณฑ์จำนวนไม่มาก การประเมินผลตามเกณฑ์ชัดและกิจกรรมดำเนินการอย่างรวดเร็ว 

          6. กิจกรรมเจ้าหนอนน้อย มีความเหมาะสมสำหรับระดับประถมศึกษา เป็นกิจกรรมรักการอ่านที่ “ตาสว่าง” พบจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 75 สพป.กทม. นำมาพัฒนาต่อเป็น “เจ้าแห่งหนอน เจ้าหนอนน้อยหรือครอบครัวหนอน” ดีใจที่พบผู้นำกิจกรรมไปพัฒนา และวันประเมินน่ารักสนุกสนานมาก ที่โรงเรียนบ้านระเว สพป.อุบลราชธานีเขต 3 มีส่วนที่เสนอเป็นแนวคิดหรือวิธีการจัดกิจกรรมดังนี้

                  6.1 ตั้งคณะสรรหาหนอนอาจเป็น สมาชิกชมรมห้องสมุด หรือ คณะกรรมการนักเรียน

                   6.2 กำหนดกติกาเลือกหนอนเพื่อเข้าสู่การเป็นเจ้าแห่งหนอน เช่น 6.2.1 ชอบเข้าห้องสมุด (สังเกต และพิจารณาจากสถิติเข้าห้องสมุด)  6.2.2 ชอบอ่านและมีหนังสือเล่มโปรดมากกว่า 1 เล่ม หรือ 1 ประเภทหนังสือ (ตามที่จะเห็นเหมาะสมจำนวนมากเท่าไรยิ่งดี) 6.2.3 เล่าเรื่องจากหนังสือเล่มโปรด บอกชื่อผู้แต่งได้หรือสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับหนังสือเล่มโปรดได้ (ครูอาจเชื่อมโยงคล้ายกับกิจกรรมเชี่ยนโค่นเซียน) 

                   6.3 จัดกิจกรรมเลือกเจ้าหนอน อาจกำหนด เป็น “สัปดาห์เลือกเจ้าแห่งหนอน”

                   6.4 มีคณะฝ่ายจัดทำคำถาม โดย   6.4.1 มอบหมายให้อ่านและจัดทำคำถามที่เกี่ยวกับหนังสือที่หนอนชอบ (หนอนที่ได้เลือกตาม ข้อ 6.1) 6.4.2เชิญหนอนเข้าร่วมกิจกรรม ตอบคำถาม หนอนคนใดตอบได้ถูกต้องมากที่สุด ได้รับเลือกเป็นเจ้าหนอนน้อย  6.4.3 เจ้าหนอนน้อย ที่ได้รับเลือกจะไปหาสมาชิกเพิ่ม เพื่อเป็นครอบครัวหนอน และมีการแข่งขันครอบครัวหนอนต่อไป  ท่านใดนำกิจกรรมนี้ไปพัฒนาต่อ โปรดบอกด้วยจะตามไปดู ดีใจมากอย่างน้อยๆได้พบผู้ที่นำไปพัฒนาต่อแล้วคือ โรงเรียนบ้านระเว สพป.อุบลราชธานีเขต 3 วันประเมินน่ารัก สนุกสนานมาก

                                มีต่อค่ะ


โรงเรียนในฝัน : Project Approch
วันที่ 08 มิถุนายน 2554
โดย อ.ชัดเจน ไทยแท้

                   โครงงาน ตอนที่1       

………มีหน้าที่สำคัญคือการนิเทศ ติดตามการดำเนินงานโครงการโรงเรียนในฝัน (Lab school)ซึ่งมีโรงเรียนในโครงการ 2626 โรงเรียน กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีเจตนาที่จะส่งเสริม การพัฒนาโรงเรียน.ในชนบทให้เป็นโรงเรียนดีๆที่อยู่ใกล้บ้านเด็กๆไม่ต้องไปเรียนในเมืองให้ไกลบ้าน ไกลผู้ปกครอง  Concept หลัก คือการนำการปฏิรูปการศึกษาส่งตรงต่อกลุ่มปฏิติการ (โรงเรียน)อย่างเป็นรูปธรรม  โรงเรียนในฝันทุกโรงเรียน เน้น  “การพัฒนาทั้งระบบโรงเรียนสู่คุณภาพนักเรียนเป็นสำคัญ” คุณภาพนักเรียนที่ชัดที่สุดคือความสามารถในการแสวงหาความรู้ หาแนวทางการแก้ปัญหา สร้างความรู้ด้วยตนเองได้ ครูเปลี่ยนจาก ผู้บอกความรู้เป็นผู้จัดการให้นักเรียนได้เรียนรู้  ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนจึงเปลี่ยนไปเน้นความสามารถและทักษะในการใช้เครื่องมือ เพื่อการหาข้อมูล หาข้อความรู้ เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ การสร้างความรู้ สร้างงาน ด้วยตนเองมากขึ้น โรงเรียนจึงมีแหล่งเรียนรู้ เพิ่มศักยภาพในการให้บริการด้านข่าวสาร ข้อมูล มากขึ้น ……  

       บันทึกหน้านี้ขอเสนอตัวอย่างกิจกรรมการเรียนการสอน ที่สอดคล้องกับคุณภาพนักเรียนโรงเรียนในฝันซึ่งเป็นกิจกรรมที่เน้น  

 1.การศึกษาค้นคว้า สืบค้นข้อมูล รูปธรรมที่คือ การใช้คำถาม การกำหนดกิจกรรมให้มีการสืบค้น ในแผนการสอน มีบัตรงานที่เน้นให้ค้นหาข้อมูลจากหนังสือหลายเล่ม จากแหล่งข้อมูลหลายแหล่งเช่น จาก web site จากe-book จากโปรแกรมสำเร็จ จากแหล่งเรียนรู้อื่น ทั้งแหล่งข้อมูลที่ครูนำเสนอและแหล่งข้อมูล นักเรียนแสวงหาเอง และหรือจากการทดลอง การลองทำดู และปรับปรุง จนได้ผลงานที่น่าพอใจเป็นต้น  

2 .กิจกรรมการเรียน การสอนที่ให้ความสำคัญต่อคำถาม เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่มีเหตุผลประกอบ คำถามที่ต้องการคำอธิบายยาวๆ  

 3. กิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับคุณภาพนักเรียนที่กล่าวข้างต้น เช่นการจัดการเรียนรู้โดยโครงงาน (Project Approch) หรือ การเรียนรู้โดยโครงงาน (Project Approch) ในที่นี้นำหมายถึงการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้งอธิบายเพิ่มเติมคำว่า ลึกซึ้งมีลักษณะดังนี้

               1) มีวิธีการเรียนรู้หลายๆวิธี 2 )เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้หลายๆแหล่ง 3 ) นำข้อมูลจากการเรียนรู้มาเชื่อมโยงเป็นคำตอบ เป็นผลงาน  จากความหมายนี้จะให้การทำโครงงานแต่ละเรื่องต้องมีคำถาม อาจกำหนดเป็นกิจกรรมการเรียนการสอน (แผนการจัดการเรียนรู้ )ดังนี้ 

 

                กิจกรรมสำหรับครู

 

 

 

 

 

          

           กิจกรรมสำหรับนักเรียน

 

 

 

 1.กระตุ้นให้อยากเรียนรู้ ด้วยผลงานจากนักเรียนรุ่นที่ผ่านมา/ จากสาระการเรียนรู้ /จากเหตุการณ์ที่น่าสนใจอาจ ด้วยวิธีการระดมคำถาม

2. ให้อภิปรายความสำคัญของคำถาม เน้นความสำคัญและเหตุผล

3.ให้สำรวจแหล่งข้อมูล แหล่งเรียนรู้ ให้ ได้มากที่สุด (หนังสือหลายเล่ม Web สถานที่บุคคล อืน) ในขั้นนี้ต้องให้เวลาและถามถึงผลการสำรวจเป็นระยะ และกำหนดระยะเวลาในการนำเสนอแหล่งเรียนรู้     

 4. ให้นำเสนอแหล่งเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายตามความเหมาะสม

5. ให้ออกแบบเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ออกแบบการทดลอง(กรณีเป็นการทดลอง) เช่นกำหนดประเด็นการสัมภาษณ์ ประเด็นการสำรวจ ประเด็นการบันทึก

 6. กำหนดระยะเวลาการหาข้อมูลและถามหาข้อมูลเป็นระยะ  ถามถึงการเชื่อมโยงข้อมูลเป็นคำตอบเป็นผลงาน 

7. ถามหาคำตอบ ผลงาน เป็นระยะและกระตุ้นให้รายงาน/ทำ งานทที่ใช้ที่ความสามารถทางComputer

8. และจัดสถานการณ์ให้นักเรียนนำเสนอผลงานคำถามที่ครูควรถาม 1) มีความรู้อะไรเพิ่มบ้าง 2) จากผลงานนี้จะพัฒนาต่ออย่างไร  เป็นต้น

 

 

1.ตั้ง คำถาม อย่างหลากหลาย อาจใช้เทคนิคMapping

  2 อภิปรายความสำคัญคำถามและจัดกลุ่มคำถาม

 

 3.สำรวจหนังสือ แหล่งเรียนรู้ ระบุความเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้จากการค้นพบกับถามหรือความต้องการที่จะเรียนรู้ 

 4. นำเสนอแหล่งข้อมูล พร้อมการเชื่อมโยงข้อมูลกับคำถามเดิม/อยากรู้ใหม่

 5.ออกแบบการเก็บข้อมูล พิจารณาความเชื่อมโยงกับคำถามและแหล่งข้อมูล

 

6.ดำเนินการเรียนรู้ตามแหล่งข้อมูล แบบบันทึกที่กำหนด ( ถ้ามีการค้นพบเพิ่ม ปรับปรุงแบบบันทีกจะเป็นเรื่องที่ดี )และนำเสนอข้อมูลเป็นระยะ

7. ตรวจสอบคำตอบ ออกแบบ รายงานหรือผลงาน เตรียมการนำเสนอผลงานด้วยการบูณาการกับความสามารถทางComputer เช่น เป็นe-book animation รายงานที่ใข้ความสามารถด้านComputer

8.นำเสนอผลงาน ตอบคำถาม พัฒนาต่อ

 

 

 จุดอ่อนที่พบจากการนำเสนอการเรียนรู้โดยโครงงาน กรณืที่พบ           1. เน้นการนำเสนอโครงงาน ลักษณะรายงานการวิจัย ถ้าอ่านรายละเอียดจะมีความขัดแย้งว่าเป็นผลงานของนักเรียนหรือครูที่ปรึกษา           2.ความรู้ที่ได้จากการทำโครงงานไม่ชัด เป็นลักษณะลอกความรู้จากเอกสารมาตอบ คำตอบไม่เกิดจากการคิด- วิเคราะห์           3.ไม่ให้ความสำคัญกับวิธีการเรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ (ถามตอบไม่ได้ บอกแหล่งไม่ได้ ถึงบอกได้ก็เพียง 1 วิธีและ1 แหล่งเรียนรู้เท่านั้น )   4.ไม่ให้ความสำคัญต่อการสืบค้นและนำเสนอผ่าน ICT (โรงเรียนในฝันสนับสนุน)  5.ผลงานของนักเรียนกันทุกคน เป็นรูปแบบเดียวกัน 

 

         


บันทึกจาก Roving Team
วันที่ 07 มิถุนายน 2554
โดย อ.ชัดเจน ไทยแท้

       ต้องขอโทษท่านที่เข้ามาอ่าน อาจสับสนเพราะยังใหม่ต่อการเขียนฺBlog นี้ ขอปรับปรุง

 ก่อนอ่านบันทึก    บันทึกฉบับนี้ขอเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศาสตร์ทางการนิเทศการศึกษาซึ่งมีที่มาจากการถอดบทเรียนการปฏิบัติงานโครงการโรงเรียนในฝัน ( lab school) ตลอด 7 ปี เรานำเสนอเป็นนวัตกรรมการนิเทศ

            โรงเรียนในฝัน “การพัฒนาทั้งระบบโรงเรียนเพื่อคุณภาพนักเรียนเป็นสำคัญ” โครงการมีเจตนาที่จะนำเสนอการพัฒนาทั้งระบบโรงเรียนที่เป็นต้นแบบได้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำหรับบันทึกจาก Roving Team ฉบับนี้เป็นอีกบทเรียน (Lesson learned) จากการดำเนินงานโครงการโรงเรียนในฝัน และจัดทำเพื่อแนวทางในการพัฒนาการนิเทศการศึกษา และขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศาสตร์ทางการนิเทศการศึกษา โดยปรับปรุงจากเอกสาร “Roving Team เพื่อนคู่คิด” (สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ปีการศึกษา 2552) ซึ่งเป็น การถอดบทเรียนการนิเทศโรงเรียนในฝัน นอกจากนี้ได้บันทึกแนวทางการประเมินต้นแบบโรงเรียนในฝันที่ผ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ทั้งนี้เพราะการประเมินเพื่อรับรองต้นแบบโรงเรียนในฝันนับว่าเป็นบทเรียนที่รอการพัฒนาต่อยอดซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบันทึกฉบับนี้จะเป็นประโยขน์ต่อการพัฒนาการทำงาน สำหรับผู้นิเทศและผู้สนใจขอขอบคุณ ชาวRoving Team ทุกท่านทั้งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ และเคยมีบทบาทในฐานะ Roving Team ทุกท่านมีคุณค่าและมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการนิเทศเป็นอย่างยิ่ง

แนะนำ Roving Team ( RT)

          Roving Team (RT) หรือ หน่วยเคลื่อนที่เร็วหมายถึง คณะบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะทาง  (สาระในการนิเทศ) มีทักษะและความเชี่ยวชาญการนิเทศ ตลอดจน มีความพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือผู้ต้องการรับการนิเทศอย่างรวดเร็ว ทันต่อความต้องการ ในที่นี้หมายถึงคณะบุคคลที่ทำหน้าที่นิเทศโรงเรียนในฝันระดับเขตตรวจราชการ ประกอบด้วย ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครูผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะเรื่อง เฉพาะทาง คณะบุคคลดังกล่าวได้รับแต่งตั้งจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ทำหน้าที่เป็นผู้นิทศ โรงเรียนในฝันในระดับเขตตรวจราชการ (Roving Team)

แนวคิดหลัก     จากความหมายดังกล่าวข้างต้น สอดคล้องกับหลักการนิเทศการศึกษา โดยมีแนวคิดสำคัญที่เป็นพื้นฐานในการกำหนดรูปแบบการนิเทศดังนี้

         1.  การพัฒนาทั้งระบบโรงเรียนเพื่อคุณถาพนักเรียนโรงเรียนในฝัน“เป้าหมายที่จะเป็นต้นแบบ” จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนพร้อมกันทุกระบบโรงเรียนสู่เป้าหมายเดียวกับคือคุณภาพนักเรียน และเพื่อการขับเคลื่อนที่รวดเร็ว บนพื้นฐานของโรงเรียนที่ต่างกัน มีความจำเป็นต้องอาศัยพลังขับเคลื่อน การพัฒนา ด้วยการนิเทศ

          2.  การนิเทศเป็นการพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน (ผู้บริหาร ครู) ให้สามารถปฏิบัติงาน (บริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน) ที่ส่งผลต่อเป้าหมายอย่างมีคุณภาพ (คุณภาพนักเรียน)

          3.   การนิเทศที่เกิดจากความต้องการของผู้รับการนิเทศ ซึ่งปฏิบัติงานในสภาพจริงและในสภาวะปกติ  การให้การนิเทศ  แนะนำ  ช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ ควรเป็นไปอย่างรวดเร็วทันต่อความต้องการ ของผู้รับความช่วยเหลือ                               

          4. การดำเนินการเพื่อพัฒนาโรงเรียนในโครงการเพื่อเป็นต้นแบบ เป็นการปฎบัติการเชิงรุก ที่อาศัยการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อย่างรวดเร็วทันท่วงทีเพื่อสร้างความตระหนักในความสำคัญของโครงการ สร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการพัฒนางาน เสมือนหนึ่งผู้ปฏิบัติงานมีเพื่อนคู่คิดอยู่เคียงข้าง                                               

          5.  การนิเทศที่สามารถครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ต้องเกิดจากการประสานความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญหลายๆด้านตามความต้องการของผู้รับการนิเทศ และเป็นไปตามหลักการนิเทศแบบกัลยาณมิตร

          6.  จากแนวคิดด้านผู้นิเทศที่มาจากผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน  จึงพิจารณาผู้นิเทศเป็น 2 ส่วน คือศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบโครงการและเชี่ยวชาญการนิเทศ ผู้ปฏิบัติงาน (ผู้บริหารและครู) ที่ได้รับการพัฒนาและมีประสิทธิภาพในการทำงานสามารถเป็นต้นแบบได้  

          7.  ระยะแรกซึ่งเป็นการพัฒนาโรงเรียนในโครงการรุ่นที่ 1 เน้นการสร้างความเข้าใจและแสวงหาแนวทางการพัฒนาร่วมกันทั้งการบริหารจัดการ การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับลักษณะสำคัญของนักเรียนโรงเรียนในฝัน ความต้องการขยายแหล่งเรียนรู้ โดยเฉพาะการใช้สื่อ ICT การใช้ Computer เพื่อการพัฒนาทั้งระบบโรงเรียน ประกอบกับโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้เชี่ยวชาญ

          ผู้เชี่ยวด้านการนิเทศระดับมัธมศึกษา ดังนั้นจึงมีศึกษานิเทศก์เขต (เขตการศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา) เป็นหลักใน Roving Team

         จากแนวคิดหลักที่กล่าวถึงจึงนำมาประมวลเป็น คณะนิเทศโรงเรียนในฝันระดับเขตตรวจราชการหรือ Roving Team

ลักษณะสำคัญ  ลักษณะสำคัญและการขับเคลื่อนการนิเทศ

          1. คณะนิเทศ ประกอบด้วย

หัวหน้าคณะนิเทศ หมายถึงผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจาก Roving Team แต่ละคณะ นอกจากจะมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำแต่ละคณะแล้ว ยังมีบทบาทในการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และวิธีดำเนินงานของ Roving Team

กลุ่มที่เป็นแกน หมายถึงศึกษานิเทศก์จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 1 คน รับผิดชอบการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนในโครงการโดยตรง มีบทบาทสำคัญในการวางแผน และประสานการนิเทศกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่นอกเหนือจากบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง เข้าร่วมนิเทศ ในฐานะวิทยากร หรือที่ปรึกษา (ตามแต่ละคณะจะเห็นเหมาะสม) จำนวนบุคลากรในกลุ่มนี้จะมาจากศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละคณะอาจมอบหมายให้บุคลากรในกลุ่มนี้เป็นเลขานุการคณะนิเทศ

กลุ่มที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ หมายถึง ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครู อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำหน้าร่วมปฏิบัติการนิเทศในฐานะ Roving Team ซึ่งได้รับมอบหมายภาระกิจเฉพาะจากคณะนิเทศ

2.  ลักษณะเฉพาะของคณะนิเทศแต่ละคณะ

               2.1 มีผู้มีความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญครบทุกสาระตามหลักสูตรและสอดคล้องกับคุณภาพนักเรียนโรงเรียนในฝัน

               2.2 มีผู้มีความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญด้านICT

               2.3 มีผู้มีความรู้ ความสามารถบริหารจัดการพัฒนาทั้งระบบโรงเรียน

            3. การขับเคลื่อนการนิเทศ หมายถึง ปฏิบัติการนิเทศโรงเรียนในโครงการทุกโรงเรียนในเขตตรวจราชการที่แต่ละคณะได้รับมอบหมาย

               3.1 ศึกษานิเทศก์ กลุ่มที่เป็นแกน ขับเคลื่อนการนิเทศโดย การจัดทำข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียน ออกแบบการนิเทศ จัดทำแผนการนิเทศ ประสานแผนการนิเทศระหว่างคณะนิเทศภายใน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมายจัดทำแผนปฏิบัติการนิเทศ ประสานการดำเนินงานกับโครงการในส่วนกลาง

               3.2 กิจกรรมสำคัญสำหรับกลุ่มที่เป็นแกนการนิเทศ 1)  สร้างความเข้าใจและหรือซักซ้อมความเข้าใจในบทบาทหน้าที่กับ Roving Team    2) ร่วมกับโรงเรียนวางแผนพัฒนาและนิเทศโรงเรียน3) ปฏิบัติการนิเทศตามแผนปฏิบัติการนิเทศ ตลอดจนการนิเทศตามความต้องการจำเป็นของโรงเรียนที่ไม่เป็นไปตามแผนการนิเทศ  4) ประสานการประเมินและร่วมเป็นกรรมการเพื่อรับรองต้นแบบโรงเรียนในฝันและประเมินความยั่งยืนความเป็นต้นแบบโรงเรียนในฝัน 5)   สรุปและรายงานผลการนิเทศ  6)   จัดทำรายงานการนิเทศ

วัตถุประสงค์ การนิเทศโดย Roving Teams มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ การติดตาม ดูแล ช่วยเหลือและพัฒนาโรงเรียนในฝันให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพทุกโรงเรียน                   

เป้าหมาย การนิเทศโดย Roving Teams แต่ละคณะปฏิบัติการนิเทศโรงเรียนในฝันในเขตตรวจราชการที่ได้รับมอบหมายและนอกเขตตรวจราช ตามคำร้อง                                       

ภารกิจสำคัญภารกิจสำคัญสำหรับ Roving Team

          1.  การปฏิบัติการนิเทศโรงเรียนในฝัน Roving Team ทุกคณะ มีภารกิจสำคัญ ดังนี้ 1.1 ประสานเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการและ บทบาทของ Roving Teams  1.2  จัดทำข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนที่รับผิดชอบ ข้อมูลพื้นฐานของ Roving Team (ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ผลงาน)  1.3  ร่วมกับโรงเรียนวางแผนพัฒนาโรงเรียน 1.4  แนะนำช่วยเหลือ ให้การสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง1.5    ประสานให้มีการนิเทศตามความต้องการของโรงเรียน1.6  ประเมินความพร้อมเพื่อรับการประเมินรับรองต้นแบบโรงเรียนในฝัน   1.7   ประสานการนิเทศระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่เกี่ยวข้อง1.8 ประสานการนิเทศและการประเมินเพื่อรับรองตันแบบโรงเรียนในฝันกับส่วนกลาง1.9 ร่วมเป็นคณะกรรมการประเมินเพื่อรับรองตันแบบโรงเรียนในฝัน1.10 จัดทำรายงานการนิเทศ

ปัจจัยสู่ความสำเร็จ ปฏิบัติการนิเทศโดย Roving Team ที่ผ่านมานับว่าประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง และพบว่าปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จดังกล่าวมี ดังนี้

          1.  ปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขเฉพาะบุคคลและคณะ  1.1  Roving Team แต่ละคนมีความสามารถเฉพาะตัว1..2  มีความเสียสละโดยเฉพาะความสะดวกสบายส่วนตัว 1.3 ร่วมเป็นเพื่อนคู่คิดกับโรงเรียนตลอดเส้นทางการพัฒนา ร่วมยินดี ร่วมรับความบกพร่อง และร่วมปรับปรุงตลอดจนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 1.4 สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับโรงเรียนและร่วมพัฒนาจนกระทั่งโรงเรียนประสบความสำเร็จ  

       2.  ปัจจัยด้านการบริการจัดการโดยเฉพาะการ กำหนดบุคคลแต่ละคณะ 2.1  Roving Teams มีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่วมงาน(เลือก Roving Teams) การเลือกจะพิจารณาเลือกผู้ที่มีความเหมาะสม มีความเชี่ยวชาญ สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับการนิเทศและความต้องการของแต่ละคณะ 2.2  มีคำสั่งแต่งตั้ง Roving Team อย่างเป็นทางการพร้อมแจ้งให้โรงเรียนที่เกี่ยวข้องและทุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทราบ2.3  กำหนดบทบาท Roving Team อย่างชัดเจน   2.4  ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัดของ Roving Teamและสำนักงานเพขตพื้นที่การศึกษาที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี

      3.  ปัจจัยที่ทำให้ Roving team ได้รับการยอมรับจากโรงเรียนส่งผลให้การนิเทศโรงเรียนประสบผลสำเร็จ 3.1 กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานกับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเหมาะสมกับการร่วมพัฒนางานเชิงคุณภาพ ( 1-2 สัปดาห์ ) 3.2 สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับโรงเรียน เช่น ในระยะแรก Roving Team บางคณะอาจพักค้างที่โรงเรียนเพื่อให้ความช่วยเหลือดูแล ร่วมแก้ปัญหา ร่วมสนับสนุน เช่น ช่วยสอนเมื่อขาดครู (Computer) ช่วยระดมทุน (จัดกิจกรรมหาทุน) ช่วยประสานงานกับหน่วยราชการ องค์กรท้องถิ่นในการ ช่วยทำหน้าที่นิเทศภายในโรงเรียน ฯลฯ ทำให้โรงเรียนในโครงการรุ่นที่ 1 มีความใกล้ชิด เข้าใจการทำงานในแนวทางการนิเทศโดย Roving Team และในเวลาต่อมา ผู้บริหาร ครู  (เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) หลายคนในโรงเรียนรุ่นที่ 1 ได้รับเลือกเป็น Roving Team 3.3 ประชุมครูเพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นระยะและนำผลการประเมินไปเป็นแนวทางในการพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง 3.4 เป็นวิทยากรในเรื่องที่มีความถนัดหรือประสานวิทยากรตามความต้องของโรงเรียน 3.5  ร่วมกับโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่เกี่ยวข้องประเมินความพร้อมของโรงเรียนก่อนขอรับการประเมิน 3.6 ร่วมเป็นคณะกรรมการในการประเมินเพื่อรับรองต้นแบบโรงเรียนในฝัน

         4. การนำแนวคิด การนิเทศโดย Roving Team สู่การปฎิบัติการนิเทศอย่างเป็นรูปธรรมในระยะแรก (การนิเทศโรงเรียนในฝันรุ่นที่1) จนประผลสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ และพัฒนาต่อมาในการนิเทศโรงเรียนในฝันรุ่นที่ 2 รุ่นที่ 3 พบปัจจัยสำคัญอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวข้างต้น ได้แก่   4.1  คณะผู้บริหารโครงการส่วนกลางประสานการนิเทศโดยตรงกับผู้บังคับบัญชาของ Roving Team   4.2 คณะผู้บริหารโครงการส่วนกลางเป็นผู้พาทำ นำ Roving Team นิเทศ โดยนำ Roving Team เข้าเป็นคณะกรรมการการประเมินต้นแบบโรงเรียนในฝันเป็นการเรียนรู้งานจากการปฏิบัติจริง  4.3 การประสานการนิเทศระหว่างคณะผู้บริหารโครงการส่วนกลางกับ Roving Team เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้เกียรติซึ่งกันและกัน 

       5. ปัจจัยเฉพาะตัวของ Roving Team  เมื่อศึกษาลักษณะเฉพาะตัวผู้นิทศก์ ซึ่งมีส่วนที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการแล้ว พบว่า5.1   Roving Team มีความรู้ ความสามารถ ในเรื่องที่รับผิดชอบเป็นอย่างดี 5.2  Roving Team มีประสบการณ์และมีความสามารถในการนิเทศ 5.3 Roving Team ได้รับการยอมรับจากคณะ และผู้รับการนิเทศ 5.4 Roving team เสียสละทุ่มเท โดยเฉพาะเสียสละความสะดวกสบาย ส่วนตัว ทุ่มเทเวลาเพื่อนิเทศนอกเวลาราชการ อดทนและพยายามที่จะสร้างความเข้าใจต่อผู้ร่วมงานในงานปกติ (ไม่ใช่งานโรงเรียนในฝัน) รวมถึงเสียสละใช้พาหนะ เงินส่วนตัว เพื่อให้การนิเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญ เสียสละอย่างจริงใจเพราะไม่เคยนำสิ่งที่ทุ่มเทไป มาเป็นข้อต่อรองเพื่อขอรางวัล หรืออภิสิทธิใดๆ 5.5  ผู้นิเทศ ช่วยผ่อนคลายกฎระเบียบบางประการ เช่น เมื่อทราบความต้องการรับการนิเทศ ดำเนินการนิเทศโดยไม่ต้องรอหนังสือเชิญจากโรงเรียนหรือไม่ต้องแจ้งความต้องการนิเทศอย่างเป็นทางการ เป็นต้น

กิจกรรมการนิเทศ ตัวอย่างกิจกรรมการนิเทศสำหรับ Roving Team ได้แก่ การนิเทศ ON LINE ประชุมเชิงปฏิบัติการ สาธิตการสอน สาธิตการทำงาน  การให้ตัวอย่าง  ประเมินตนเองหาจุดพัฒนา เป็นผู้พัฒนาต่อ COACHING พัฒนาจากการเรียนรู้งานจากการปฏิบัติจริงในสภาวะการทำงานปกติ (on the jobtraining)  การให้พบผู้เชี่ยวชาญ จัดให้เรียนรู้งานจากผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ

บทเรียนที่ต้องบันทึกต่อไป (ฝาก Roving Team บันทึกต่อ)

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


Best Practices
วันที่ 02 มิถุนายน 2554
โดย อ.ชัดเจน ไทยแท้

ชื่อชัดเจน ไทยแท้ค่ะ เป็นศึกษานิเทศก์  มีผลงานจากการนิเทศก์และการทำงานโครงการพอควร โดยเฉพาะงานโครงการโรงเรียนในฝัน(lab school)ได้ถอดบทเรียนนำเสนอในหลายๆลักษณะ และในที่นี้ ขอเสนอแนวคิดที่ผ่านการปฎิบัติมาระยะหนึ่งเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนนะคะและขออภัยท่านที่เข้ามาอ่านก่อนหน้านี้ที่ทำให้สับสนเพราะยังใหม่ต่อการเขียนblogนี้ ขอปรับปรุงนะคะ  ปกติอยู่ wwwlabschools.net ตาสว่างค่ะ

Best Practices และ Lesson learned

             การเรียนรู้การทำงานจากการปฏิบัติจริงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ น่าสนับสนุน เวลาฟังคำบรรยายหรือฟังนโยบาย ดดยเฉพาะในการพํฒนาคุณภาพ การพัฒนาบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครูหรือศึกษานิเทศก์ จะได้ยินเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น Best Practices และบทเรียน ( lesson learned)  คิดว่าทั้ง 2 คำน่าจะมีความเชื่อมโยงกัน เรียกว่าสอดคล้องกัน อย่างมีความหมายในเชิงนำสู่การปฎิบัติได้จริง มีผลเป็นรูปธรรมสัมผัสได้   

          Best Practices ( BP ) เป็นวิธีการทำงานหรือวิธีปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อ ผลงานที่มีคุณภาพ หรือส่งผลต่องานที่ประสบผลสำเร็จ  แนวคิดพื้นฐานที่สำคัญในการเชื่อมโยงแนวคิดหลักจากBest Practices มาใช้เพื่อการพัฒนางาน ประกอบด้วย

          1. ความต้องการในการแสวง หาข้อมูลหรือความรู้เพื่อนำสู่การพัฒนางานให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือการนำความรู้ไปใช้เพื่อการสร้างประโยชน์ ( Knowledge  Application )  2. ความเชื่อว่าความรู้ หรือแหล่งข้อมูลไม่มีเฉพาะในเอกสาร ในตำรา หรือจากการเรียนรู้ตามรูปแบบเดิม เช่นการอบรมโดยฟังจากวิทยาการเท่านั้น หากแต่ข้อมูลหรือความรู้ อยู่ในตัวบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการทำงานหรือการใช้ชีวิต หรือในองค์กรที่ปฏิบัติงานที่ประสบผลสำเร็จ  ( Knowledge Generation)  3. ความเชื่อในวิธีการเรียนรู้ ที่เป็นกระบวนการจัดการกับความรู้ (Knowledge Management หรือKnowledge Integration )

           มีผู้ที่นำเสนอความหมายของ Best Practices ที่น่าสนใจ เป็นต้นว่า  American  Productivity  and Quality Center ได้ให้คำจำกัดความ  Best Practices  ว่า  เป็นปฏิบัติการทั้งหลายที่สามารถก่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศหรือการปฏิบัติที่ทำให้องค์กรก้าวสู่ความเป็นเลิศ  (อ้างถึงในบุญดี บุญญากิจ และกมลวรรณ สิริพานิช  2545.) สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ ได้กล่าวถึง Best Practices  ว่า เป็นวิธีการใหม่ๆที่สถานศึกษา เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวังของชุมชน ผู้ปกครองและเป้าหมายของสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สถานศึกษาพัฒนาคุณภาพจนประสบความสำเร็จและก้าวสู่ความเป็นเลิศ (สถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา 2549.) นอกจากนี้อาจพิจารณาความหมายได้   2  ลักษณะคือ  1) วีธีการหรือวิธีปฏิบัติที่องค์กรได้ทดลองนำไปใช้จนประสบความสำเร็จ  2.) วิธีการหรือวิธีปฏิบัติที่ส่งผลต่อการดำเนินการที่ดีขึ้นขององค์กร  มีนวัตกรรม มีกระบวนการที่เป็นระบบยอมรับได้ (จากการตรวจสอบประเมิน หรือรางวัล ฯลฯ) และทดลองนำไปใช้จนประสบความสำเร็จ ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้รับบริการ ( การบรรยาย Best Practices โดย รศ.รัชต์วรรณ กาญจนปัญญาคม ในการประชุมสัมมนา Roving Team โครงการโรงเรียนในฝัน วันที่ 17-19 พ.ย. 2550 ณ โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต จ.ปทุมธานี ) 

        จากความหมาย Best Practices ที่กล่าวข้างต้นและจากการนำแนวคิด  สู่ปฏิบัติการศึกษากรณีตัวอย่าง  พบว่า Best Practices มีลักษณะสำคัญคือ เป็นกระบวนการ ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานทีมีระบบ  มีการบูรณาการและมีความเชื่อมโยงกัน  ( Systematic Integrate and Linkage ) และในกระบวนการที่กล่าวถึงอาจมี  นวัตกรรม วีธีการเฉพาะกรณี หรือคุณลักษณะเฉพาะ (บางท่านบอกว่ามีเทคนิค) และหรือสื่อเป็นส่วนประกอบ แต่ต้องเป็นส่วนที่มีความสำคัญในการสนับสนุนและส่งผลเป็นเลิศหรือผลสำเร็จ                                                 

      จุดประสงค์สำคัญในการจัดทำ Best Practices ประกอบด้วย 1) เพื่อเป็นการนำเสนอกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ 2) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการกับความรู้ 3) เพื่อเป็นต้นแบบ และหรือแรงบันดาลใจให้กับบุคคล องค์กรอื่นที่มีเป้าหมายคล้ายคลึงกัน หรืออยู่ในวงการเดียวกัน และ4) เป็นการสร้างบรรยากาศการแข่งขันเพื่อ สร้างคุณภาพงานหรืองานที่มีความเป็นเลิศ   

         เมื่อศึกษาจุดประสงค์ในการแสวงหาหรือการทำ Best Practices ที่กล่าวข้างต้นจะพบว่า Best Practices เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนา หรือเป็นบทเรียนหรือ Lessons Learned ดังนั้นกระบวนการที่สืบเนื่องต่อจาก Best Practices คือการเทียบเคียงหรือBenchmarking เพื่อการพัฒนางาน ซึ่งจะเป็นการดำเนินงานขั้นต่อไป สำหรับการจัดทำ Best Practices จากการได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตัวเอง ในการศึกษากรณีตัวอย่าง พบว่าการจัดทำและนำเสนอ Best Practices มีแนวทางดำเนินการดังนี้

          1. การเตรียมการ หมายถึงการกำหนดกรอบหรือแนวทางในการศึกษา  การกำหนดเกฑ์ในการวิเคราะห์ผลงานหรือแหล่งข้อมูลที่จะจัดทำ Best Practices การกำหนดรูปแบบหรือกรอบการเขียน Case รวมถึงรูปแบบการนำเสนอ ตลอดจนการเตรียมทีมงานซึ่งประกอบด้วย หัวหน้าทีม ผู้เขียน case  ผู้ถ่ายภาพตัดต่อภาพและบรรณาธิการ เป็นต้น

          2. การเลือกรณีศึกษา หมายถึงการพิจารณาเลือกหน่วยงาน หรือผู้ที่มีผลงานที่เป็นเลิศ หรือมีผลงานประสบผลสำเร็จเป็นที่ยอมรับ การศึกษาผลงาน จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ยืนยันความสำเร็จอย่างน่าเชื่อถิอ เช่นผ่านการประเมินตามระบบของโครงการนั้นๆ (ในกรณีที่เป็นงาน หรือโรงเรียนในโครงการเฉพาะ) ได้รับรางวัลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ผ่านการประเมิน มีความภาคภูมิใจ เป็นผลงานที่ทำให้ก้าวสู่เป้าหมายของชีวิตที่สูงขึ้นหรือเป้าหมายสูงสุดในเวลานั้น

          3. การจัดทำแผนการจัดทำ Best Practices ซึ่งประกอบด้วย วิธีการเก็บข้อมูล เครื่องมือในการเก็บข้อมูลระยะเวลา การประสานงาน  การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำเอกสาร การนำเสนอ Best Practices (ควรมีการนำเสนอที่หลากหลายเช่น นำเสนอโดยเอกสารที่หลากหลายรูปแบบ นำเสนอผ่าน web site เป็นต้น)

          การจัดทำ Best Practices จบลงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบและควรตรวจสอบก่อนนำเสนอ การตรวจสอบ Best Practices มีแนวทางพิจารณาดังนี้   1. วิธีการ หรือ Best Practices นั้นๆส่งผลต่อหรือสอดคล้องกับผล   หรือเป้าหมายงานอย่างน่าเชื่อถือ มีข้อมูลยืนยันได้ รวมถึงผ่านกระบวนการ  ที่น่าเชื่อถือเช่นกระบวนการวิจัย    2.Best Practices นั้นๆ สามารถตอบได้ว่า ทำอะไร? (what) ทำอย่างไร? (how) ทำทำไม? (why)    3. Best Practices นั้นๆ สามารถสรุปและนำไปเป็นบทเรียน ( Lesson Learned ) หรือนำสู่การพัฒนาต่อยอด หรือถอดเป็นบทเรียน (Lesson Learned ) ได้

           และอาจมีแนวทางสังเคราะห์ Best Practices เป็ยผลงาน ได้ดังนี้

                ชื่อผลงานหรือความสำเร็จ………………………………………………

 

 

 

1   บรรยายภาพความสำเร็จ

 

 

2   ข้อมูลประกอบ / ข้อมูลที่ยืนยันความสำเร็จ

 

 

 

 

3วิธีการ /กระบวนการ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมายเหตุ    ข้อมูลใน Colum ที่3 นำมาสังเคราะห์เป็น Best Practices